หุ้นโรงพยาบาลยังโคม่า..โอกาสหรือความเสี่ยง

ราคาหุ้นโรงพยาบาลถูกแรงขายกระหน่ำออกมาต่อเนื่อง หลังคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ของกระทรวงพาณิชย์ มีมติเพิ่มยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการที่จะใช้ดูแลซึ่งจะทำให้ราคายาของโรงพยาบาลต้องปรับลดลง ซึ่งจะทำให้รายได้ถูกกระทบ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลพากันดิ่งเหว โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ระดับพรีเมี่ยม ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้มากที่สุด ทั้ง BDMS ,BH,BCH และ PR9 เป็นต้น

โดยหลังจากนี้ ทาง กกร. จะมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณากำหนดมาตรการในการดูแล ซึ่งจะมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ สมาคมประกันภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย ร่วมกำหนดมาตรการดูแลให้ครอบคลุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม คงจะต้องรอดูรายละเอียดว่าจะมีมาตรการควบคุมในระดับใด โดยประเภทของยารักษาโรคมีหลายประเภท การให้บริการต่างๆในโรงพยาบาลที่แตกต่างกันอย่างมาก สำหรับโรงพยาบาลในประเทศ เชื่อว่ายังคงต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาในเรื่องนี้อีกนานพอสมควร  อีกทั้ง ไม่ได้มีหลักประกันว่า หลังจากนำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการที่ต้องควบคุมแล้ว จะทำให้ราคายา และเวชภัณฑ์ รวมไปถึงบริการทางการแพทย์นั้นลดลงอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ เนื่องจาก ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยในโรงพยาบาลยังมีความซับซ้อน ไม่มีการแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆให้กับผู้ใช้บริการสักเท่าไหร่ ยังขาดข้อมูลในส่วนนี้อยู่อีกมาก จึงอาจจะไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่า ก่อนและหลังออกมาตรการแล้วจะทำให้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลงได้จริง

นอกจากนี้ ด้วยมาตรฐานการให้บริการคนไข้ ที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมากของโรงพยาบาลในประเทศไทย ทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัดห่างไกลกับในเมือง แม้กระทั่งโรงพยาบาลเอกชนเองก็ตาม ก็มีความแตกต่างในระดับการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชน ขนากเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ระดับพรีเมี่ยม รวมไปถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการหรือคนไข้เอง ว่าราคายาที่ลดลงนั้นจะไม่เป็นยาต้นทุนถูกคุณภาพลดลง แม้จะเป็นไปตามมาตรฐานก็ตาม

ในมุมมองของนักวิเคราะห์เองได้มีการประเมิน ถึงผลกระทบว่าทุกๆ5% ของรายได้ค่ายาที่ลดลงจะกระทบกำไรราว 8-10%  และคาดว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ระดับพรีเมี่ยมจะได้รับผลกระทบมากที่สุดแต่ก็ยังเชื่อว่าโรงพยาบาลจะมีวิธีปรับตัวเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวได้ และยังเชื่อว่าผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวจะส่งผลในระยะสั้นเท่านั้น

โดยสรุป เรื่องนำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นสินค้าที่ต้องถูกควบคุม ไม่ใช่เรื่องง่าย และจะมีข้อสรุปได้ในเร็ววัน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นผลได้ผลเสีย ยังคงต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอีกนานครับ แต่ในขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลทั้งหลายต่างพากันหักหัวดิ่งลงหนักถ้วนหน้า จะเป็นการสะท้อนหรือตอบรับประเด็นดังกล่าวมากเกินไปหรือไม่ อีกทั้งผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลต่างๆก็ยังมีแนวโน้มเติบโตขยายตัวขึ้น หรือจะเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ที่รับรู้กันว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่แข็งแกร่งไม่ค่อยอ่อนไหวต่อปัจจัยกระทบหรือความผันผวนของตลาดมากนัก

ในที่สุดแล้วราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีการปรับตัวลดลงแรงในขณะนี้จะเป็นโอกาส หรือความเสี่ยงคงต้องอยู่ที่มุมมอง ของนักลงทุนในการประเมินรู้ได้ในปัจจัยพื้นฐานของหุ้นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ พื้นฐานของหุ้นนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ มากน้อยแค่ไหน หรือการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบของโรงพยาบาลจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบในอนาคตได้แค่ไหนอย่างไร โชคดีครับ…