6 กูรูแห่สแกนหุ้นโรงพยาบาล ยิ่งร่วง ยิ่งน่าสอย จริงหรือ?

สำนักข่าว “ทันหุ้น” รายงานว่า หุ้นโรงพยาบาลอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยที่นักลงทุนจะเข้าไปหลบภัยได้เหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา หลังจาก กกร.มีมติเพิ่มยาและเวชภัณฑ์เข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมปี 62 หลายฝ่ายหวั่นกดดันความสามารถในการทำกำไรในอนาคตฉุดราคาหุ้นในกลุ่มร่วงต่อเนื่อง… 6 โบรกเกอร์ชั้นนำเปิดมุมมองต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล พร้อมประสานเสียงเชียร์ BCH ได้รับผลกระทบน้อยสุด พื้นฐานแกร่ง และโดดเด่นสุดในกลุ่ม

* * BDMS-BCH-CHG สวย

ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้พิจารณาทบทวนรายการสินค้าและบริการประจำปี 2562 โดยในส่วนของบัญชีสินค้าควบคุม มีมติให้เพิ่มเติม 1 รายการสินค้า คือ ยาและเวชภัณฑ์ เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม

ที่ประชุมกกร.มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 1 ชุด ประกอบด้วย ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมประกันภัย, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อศึกษามาตรการมาใช้กำกับดูแลสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ซึ่งขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะใช้มาตรการใดกำกับดูแล และตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ลดราคาลงหรือไม่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับข้อสรุปของคณะอนุกรรมการ

นอกจากนั้นที่ประชุม กกร. ได้มีมติถอด 4 สินค้าออกจากบัญชีสินค้าควบคุม ได้แก่ น้ำตาลทราย เยื่อกระดาษ เม็ดพลาสติก และแบตเตอรี่รถยนต์

ฝ่ายวิจัยมองว่าข่าวดังกล่าวข้างต้น Sentiment ลบกับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่คิดราคา Premium หลัง กกร.มีมติให้ยาและเวชภัณฑ์เข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม โดยทำให้การเรียกเก็บและปรับขึ้นราคายาและเวชภัณฑ์แบบสูงๆ ทำให้ยากขึ้น การขยายตัวของรายได้และอัตรากำไรมีแนวโน้มจะอ่อนลงจากก่อนที่มีประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบไม่ถึงกับรุนแรงมาก และความต้องการใช้ยาและบริการทางการแพทย์และก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น และสอดคล้องกับธีม Aging Society ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)

กลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เป็นการทยอยซื้อสะสมจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว หุ้นเด่น คือ BDMS ทั้งนี้แม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่คิดราคา Premium ในโรงพยาบาลในเครือหลายแห่ง แต่ก็มีโรงพยาบาลในเครือจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ทำให้มีการกระจายความเสี่ยงด้านทำเลที่ตั้ง รวมทั้งมีศูนย์เวลเนสเซนเตอร์ที่จะสร้างรายได้และกำไรในระยะต่อไป และ BCH & CHG ซึ่งมีรายได้จากประกันสังคมราว 30-40% ของรายได้รวม ดังนั้นการให้ยาและเวชภัณฑ์เป็นราคาควบคุมก็กระทบทั้งสองโรงพยาบาลนี้ไม่มาก เพราะไม่ได้คิดราคา Premium อยู่แล้ว

การวิเคราะห์ทางเทคนิค หุ้น BDMS (ราคาปิด 22.7 บาท) ระยะสั้นมากมีสัญญาณเป็นลบ แต่การร่วงลงแรงและเร็วอาจมีรีบาวด์ แต่ถ้าเด้งแล้วไม่ถึง/หรือไม่ผ่าน 23.50 บาทให้ขายไปก่อน เพราะมีสิทธิลงมาพื้นที่ 22.5-22, 20+/- บาทอีกรอบ กรณีปรับขึ้นแล้วยืนเหนือ 23.50 ได้ ก็มีลุ้น 25, 26 บาท

สำหรับ BCH (ราคาปิด 15.80 บาท) แนะนำซื้อตามด้วยค่าบวก ค่าลบให้ Wait & See ก่อน แนวต้านกรณีรีบาวด์อยู่ที่ 17.5, 18.0-18.5 บาท  การเด้งน้อย/หรืออ่อนตัวต่อมีแนวรับ 15, 14.5 บาท

ส่วน CHG (ราคาปิด 1.85 บาท) สัญญาณคล้ายๆ กับ BCH แนะนำซื้อตามด้วยค่าบวก ค่าลบให้ Wait & See แนวต้านกรณีปรับขึ้นอยู่ที่ 1.95+/-, 2.0-2.1 บาท การเด้งน้อย/หรืออ่อนตัวลงต่อมีแนวรับ 1.80-1.75, 1.70 บาท

 

* * เชียร์ BCH – EKH

บทวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยกับประเด็นข่าวดังกล่าว เนื่องจากจะมีการเข้ามาควบคุมราคายาแบบจริงจังมากขึ้นถึงแม้ราคายาจะเป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้วมาหลายสิบปี และมีการเพิ่มเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์เข้ามาเป็นสินค้าและบริการควบคุมด้วย อย่างไรก็ตามต้องรอผลการประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้าว่าจะผ่านหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นเราคาดว่าจะผ่าน และต้องรอคณะอนุกรรมการซึ่งประกอบด้วยตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันภัย ตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ สปสช.ทำการศึกษาและหาข้อสรุป ซึ่งเราคาดว่าต้องใช้เวลานาน อีกทั้งยังตอบไม่ได้ว่ามาตรการที่จะออกมาจะทำให้ราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ลดลงหรือไม่ ซึ่งหากมีการจำกัดราคาจริง เรามมองเป็น 2 กรณี (1) ใช้ราคากลาง ซึ่งคาดว่าจะต่ำกว่าราคาขายส่วนใหญ่ของ รพ. ก็จะส่งผลลบต่อ รพ.โดยรวม (2) แจ้งราคาขายครั้งแรกให้กับกรมการค้าภายในและถ้าจะปรับขึ้นให้แจ้งให้กรมการค้าภายในพิจารณา ซึ่งจะทำให้การปรับขึ้นราคาแต่ละครั้งทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามเรามองว่า รพ.จะปรับตัวเพื่อรับมือกับกรณีต่างๆ ได้

ทั้งนี้คงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาลเป็น “เท่ากับตลาด” เนื่องจากเรามองว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวแล้ว อีกทั้งประเด็นดังกล่าวยังต้องติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมอีก และหากมีการควบคุมราคาจริง เราคาดยังคงต้องใช้เวลาในการหาข้อสรุปร่วมกันของหลายฝ่าย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้น จนกว่าจะมีความชัดเจน ทั้งนี้เรายังคงชอบ BCH และ EKH คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเหมาะสม 21.40 และ 7.40 บาท ตามลำดับ

 

* * กดดันช่วงสั้น- BCH เด่นสุดในกลุ่ม

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตามข่าวที่ปรากฎ เรามองว่าเป็นลบกับกลุ่มโรงพยาบาล เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่า มาตรการที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราคิดว่าโรงพยาบาลเอกชนน่าจะถูกกระทบ เนื่องจากอัตรากำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโรงพยาบาลในโลก (net margin อยู่ที่ประมาณ 12-20% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของโรงพยาบาลในโลกอยู่ที่แค่ 5-10%) อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรที่น่าพอใจของโรงพยาบาลไทยมีสาเหตุสำคัญมาจาก i) การเพิ่มความสามารถในการให้บริการ ii) จำนวนผู้ป่วยที่มี intensity สูงเพิ่มขึ้น iii) จำนวนผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น iv) คุมต้นทุนได้ดีกว่า และ v) มีการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลประจำปี ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า เราคาดว่ามาตรการที่ออกมาน่าจะเป็นประเด็น i) คุมราคายา (ด้วยการจำกัด margin) และ ii) คุมราคาบริการรักษาพยาบาล สำหรับในส่วนของค่าธรรมเนียมแพทย์นั้น เราเชื่อว่าจะเป็นส่วนที่คุมยากที่สุด เพราะแพทย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาพยาบาลอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสในการคุมราคายานำเข้า และบริการรักษาพยาบาลน่าจะต้องพิจารณาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายที่จะพัฒนาเป็น “ศูนย์การทางการแพทย์”

เมื่อดูจากหุ้นในกลุ่มที่เราดูแลอยู่ ก็เห็นได้ชัดว่ามีหลายโรงพยาบาลที่ได้ทำการลงทุนอย่างหนัก (มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท) ในรอบห้าปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยและรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต สำหรับในขณะนี้ เราเชื่อว่าการลงทุนน่าจะชะลอตัวลงในช่วงสองสามปีข้างหน้าเหลือแค่ประมาณปีละ 4-5 พันล้านบาท นอกจากนี้ เรายังคาดว่าโรงพยาบาลที่มีรายได้จากประกันสังคมสูงกว่าน่าจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการนี้น้อยกว่า

ในเบื้องต้น เราคาดว่ากำไรของบริษัทในกลุ่มจะลดลงจากประมาณการในปัจจุบันประมาณ  5-8% โดยใช้สมมติฐานว่าอัตรากำไรขั้นต้นลดลง 5% ซึ่งจะส่งผลให้ราคาเป้าหมายลดลง 3-5% เรายังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลของไทยที่ Neutral เราชอบโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากประกันสังคมสูง และมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องในปี 2562 โดยยังคงเลือก BCH เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม และให้ราคาเป้าหมายที่ 21.50 บาท

 

* * BCH กระทบน้อยสุด

บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ประเด็นข่าวดังกล่าวกดดันให้กลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลงแรงถึง 6% หลังกกร.มีมติดังกล่าว สะท้อนความกังวลไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่เรามองว่ากลุ่มโรงพยาบาลอาจปรับตัวลงได้อีกในวันนี้ ซึ่งในเชิงกลยุทธ์การลงทุนเรามองว่า กลุ่มโรงพยาบาลจะฟื้นตัวได้อย่างจำกัดในช่วงสั้น จนกว่าจะมีความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว

ทั้งนี้นักลงทุนควรติดตามผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการ

  1. นิยาม ณ ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ยา เป็นสินค้าควบคุม คือเป็นสินค้าที่มีการติดตามราคาจากทาง กกร. และโรงพยาบาลต้องแจกแจงราคา  เรามองว่าส่วนนี้มีผลกระทบจำกัดหากเพิ่มรายการเวชภัณฑ์ และค่าบริการ
  2. หากเสนอราคากลาง หรือเพดานราคาของผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งเรามองว่าทำได้ค่อนข้างยาก เพราะต้นทุนและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละโรงพยาบาลมีความต่างกัน อีกทั้งประเภทของยาและเวชภัณฑ์ก็มีความแตกต่างกันเช่นกัน แต่หากผลการศึกษาออกมาเป็นแนวทางนี้ กลายเป็นผลลบต่อผู้ประกอบการในแง่ของมาร์จิ้น และการปรับขึ้นค่าบริการจากนี้ไปจะลำบากขึ้น แต่ก็จะมาพร้อมกับคุณภาพการบริการที่ลดลงได้เช่นกัน ทำให้เรามองว่าเกณฑ์ลักษณะนี้ยากที่จะผลักดันออกมา

เราคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด”  เชิงกลยุทธ์เรามองว่ากลุ่มโรงพยาบาลจะถูกกดดันจากประเด็นนี้ไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะมีความชัดเจน ทำให้เราแนะนำ Wait&See กลุ่มโรงพยาบาลออกไปก่อน แม้ว่าในเชิงปัจจัยพื้นฐานเรามองว่า BCH (BUY – TP23.20 THB) จะเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวน้อยกว่า BDMS – BH ที่ฐานลูกค้าเป็นกลุ่มเงินสด เพราะด้วยโครงสร้างรายได้ของ BCH ราว 33% เป็นกลุ่มลูกค้าประกันสังคม อีกราว 67% จากกลุ่มลูกค้าเงินสด

 

* * ชอบ BCH-CHG

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คณะกรรมการ กกร. จะพิจารณารายละเอียดของการนำสินค้าเวชภัณฑ์เข้าสู่รายการสินค้าควบคุม และจะยื่นต่อ ครม. ภายใน 2 อาทิตย์ ซึ่งเราคาดว่ารัฐบาลอาจจะจำกัดอัตรากำไรของสินถ้าเวชภัณฑ์แต่จะอนุญาตให้โรงพยาบาลจัดสรรค่าใช้จ่ายอื่นๆได้ซึ่งจะส่งผลให้ผลกระทบน้อยลง คงแนะนำ “Underweight” ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล โดยเราชอบ BCH และ CHG เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมามากพอสมควร

 

* * ร่วงจนน่าสอย BDMS-BCH

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เราปรับน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มการแพทย์ลงเป็น Neutral จากการเติบโตของกำไรปกติที่คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 11.1% Y-Y ในปี 2019 เพราะฐานที่สูงในปี 2018 ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเด่นสุดในรอบ 6 ปีที่ +15.9% Y-Y ขณะที่ประเด็นการควบคุมราคายาและบริการทางการแพทย์ถือเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการเติบโตของรายได้และกำไรโดยตรง ซึ่งยัง Overhang ราคาหุ้นจนกว่าจะมีข้อสรุปและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามดัชนี SETHELTH ปรับตัวลง 9.3% หลังจากเริ่มมีประเด็นดังกล่าวซึ่งเรามองว่าสะท้อนปัจจัยลบไปแล้วพอสมควร เราจึงยังมองเป็นจังหวะในการซื้อลงทุน จากภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาวที่ยังสดใส โดยเลือก BDMS (ราคาเป้าหมาย 30 บาท) และ BCH (ราคาเป้าหมาย 21 บาท) เป็น Top Pick

 

รายงาน : พัทธ์ธีรา ศรีพีรพงศ์

อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น

กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P

www.thunhoon.com