หุ้นรพ.กระอักคุมค่ารักษา ฉุดเติบโตเสี่ยงดาวน์เกรด

ทันหุ้น – กกร.ไฟเขียวขึ้นบัญชีควบคุมยาและเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์ พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ 1 ชุด เร่งหาข้อสรุปกำหนดราคาเหมาะสมต่อไป ด้านผู้บริหาร EKH ยันการคุมราคาไม่กระทบธุรกิจ ระบุ ไซด์ไม่ใหญ่บริหารจัดการได้ ขณะที่โบรกรอดูผลคุม ประสานเสียงเบื้องต้นรั้งเติบโตลดลงจาก 10-20% ขณะพีอีสูง 30 เท่า เสี่ยงถูกดาวน์เกรดลงทุน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) วานนี้ (9 ม.ค.62) ได้มีมติให้เพิ่มบัญชีสินค้าควบคุม มีมติให้เพิ่มเติม 1 รายการสินค้า คือ ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการทางแพทย์ เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม เพื่อทำให้กระทรวงพาณิชย์สามารถกำหนดมาตรการดูแล และแก้ปัญหาราคายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน แต่เบื้องต้นยังไม่ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์กำหนดราคาที่ชัดเจน

ดังนั้น ทางกกร.จึงได้มีการจัดตั้งอนุมัติให้ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มขึ้นอีกขึ้น 1 ชุด ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมประกันภัย, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อศึกษามาตรการมาใช้กำกับดูแลสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายและกำหนดราคาที่เหมาะสมต่อไป

“ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทาง การแพทย์ลดราคาลงหรือไม่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับข้อสรุปของคณะอนุกรรมการและต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงพาณิชย์ยกระดับนำรายการสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เพื่อดูแลอย่างจริงจัง”

EKHยันคุมราคาไม่กระทบ

ด้านนายนัทธ์ เอื้ออารีมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH กล่าวว่า การที่ กกร.ขึ้นบัญชีควบคุมยาและเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจโรงพยาบาลของ EKH ถือว่ามีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก ไม่ได้มีการจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลในระดับที่สูง จึงทำให้สามารถปรับตัวและบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ EKH แบ่งเป็น ผู้ป่วยประเภทเงินสดอยู่ที่ราว 50%, ผู้ป่วยที่ใช้ประกันต่างๆ อีก 50%

อัดงบขยายฐานเพิ่ม

สำหรับผลประกอบการปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 8-10% เมื่อเทียบกับปี 2561 เพราะธุรกิจได้มีการขยาย ปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ต่างๆเพิ่มเติม ได้แก่ ตึกกุมารเวชแห่งใหม่ขนาด 50-60 เตียงเพิ่มเติม จากเดิมที่มีเตียงให้บริการจำนวน 86 เตียง (คาดบริการตึกใหม่ได้ช่วงกลางปีนี้)

นอกจากนี้ ทาง EKH ยังได้มีการขยายศูนย์ไตเทียมเป็น 24 เตียง จากเดิมอยู่ที่ 14 เตียง  และศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) สาขาพระราม 9 ซึ่งจะเปิดให้บริการเต็มปี ซึ่งจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมานั้นน่าจะเป็นแรงสนับสนุนให้แนวโน้มผู้เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ของธุรกิจขยายตัวต่อเนื่อง และคงผลักดันให้ภาพรวมธุรกิจเติบโตได้ตามที่วางไว้

“ปีนี้เราคาดจะใช้งบลงทุนรวมราว 400 ล้านบาท รองรับการสร้างตึกกุมารเวชแห่งใหม่ และขยายขยายพื้นที่ศูนย์ไตเทียมให้มีประสิทธิ์ภาพมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิ์ภาพของ IVF ในส่วนของสาขาพระราม 9 เพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความต้องการที่ขยายตัวต่อเนื่อง” นายนัทธ์กล่าว

เจาะลึกหุ้นรพ.โดนหนัก

ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST เปิดเผยว่า การประกาศขึ้นบัญชีควบคุมยาและเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์ทันที นับว่าเป็นสิ่งที่ผิดจากคาด เนื่องจากเป็นการเข้าควบคุมกระบวนการรักษาทั้งหมด ทั้งบริการ ยา และเวชภัณฑ์ แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศเพดานควบคุมออกมา แต่นี่คือจุดสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลเข้าตรวจสอบข้อมูลต้นทุนต่างๆ และนำไปสู้การควบคุมค่ารักษาได้ และจากคณะอนุกรรมการทำให้มองว่ามีโอกาสที่จะประกาศเพดานค่ารักษาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้เบื้องต้นมองว่าจะกระทบกับการเติบโตของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลทั้งหมด เนื่องจากหลังการแจกแจงต้นทุนต่างๆ แล้ว จะทำให้การขึ้นค่าบริการ ค่ารักษา ค่ายาต่างๆ ทำได้ยากขึ้น และต้องชี้แจงหากต้องการขึ้นราคา

ในขณะนี้สถานการณ์ของหุ้นโรงพยาบาลจะยังไม่ชัดเจน โดยจะขึ้นอยู่กับมาตรการที่จะออกมาเร็วๆ นี้หากแค่เป็นการประกาศค่ารักษา ค่ายาในเว็บไซด์นั้น จะไม่กระทบมากหุ้นอาจจะรีบาวน์ แต่หากมีการกำหนดเพดานเลยก็จะกระทบทำให้หุ้นร่วงลงมาได้อีก

ส่วนในกรณีโรงพยาบาลจะหลีกเลี่ยงไปเพิ่มรายได้ช่องทางอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาจะเป็นไปได้ยาก เพราะทางการได้มีการเข้าควบคุมทั้งค่าบริการทั้งหมดแล้ว แต่ต้องจับตาว่าจะมีการเพิ่มค่าห้องแทนหรือไม่

ดังนั้นจึงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล แม้จะมีการร่วงต่ำลงมามากแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน ต้องรอดูมาตรการผลกระทบและมีโอกาสที่จะถูกปรับลดคำแนะนำลงทุน

อย่างไรก็ดี KTBST ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า จะต้องใช้เวลานานที่ราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ลดลง ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ราคายาเป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว เบื้องต้นเรายังคงชอบ BCH และ EKH ที่ราคาเหมาะสม 21.40 บาท และ 7.40 บาท ตามลำดับ โดยหากมีการควบคุมราคาให้ลงมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย รพ.ขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งได้แก่ BH และ BDMS อย่างไรก็ตาม BDMS มี บริษัทผลิตยาและเวชภัณฑ์เป็นของตนเอง คาดจะสามารถต่อรองและควบคุมต้นทุนได้

ด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ระบุว่า หลังประกาศขึ้นบัญชีควบคุมยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการทางแพทย์ ราคากลุ่มโรงพยาบาลใหญ่ค่อนข้างตอบรับรุนแรง เนื่องจากเป็นที่มีสัดส่วนผู้ป่วยเงินสด และมีรายได้จากค่าบริการสูงอย่าง BH และ BDMS ที่จะถูกกดดันอัตราการทำกำไรของโรงพยาบาล ในขณะที่โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยประกันสังคมอาจได้รับผลกระทบที่ต่ำกว่า อาทิ BCH และ CHG  แต่คงจะยังไม่จบ เพราะยังต้องมีการเจรจา ซึ่งภาวะความไม่แน่นอน จะกดดันหุ้นกลุ่มนี้ในระยะสั้น

ขณะเดียวกันด้วยการที่หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลมีการซื้อขายด้วยพีอีสูงราว 30 เท่า แต่การเติบโตอยู่เพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ทำให้เห็นได้ว่าการเติบโตยังไม่ทันกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปสูง ดังนั้นจึงยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน และอาจจะเห็นการปรับลดประมาณหุ้นกลุ่มนี้ลง