ตีกรอบค่ารักษาทำจริงยาก! รพ.ต้าน-เจาะลึกผลกระทบ

ทันหุ้น – ส่องมุมมองกูรู “กลุ่มโรงพยาบาล” ก่อน กกร.พิจารณาตีกรอบค่ารักษา 9 ม.ค. ชี้โอกาสริบหรี่ แต่ถ้าทำได้ก็ใช้เวลานาน และกระทบไม่มาก ชี้ BH กระทบน้อยสุด  BDMS ระยะยาวปลอดภัย  ขณะที่รพ.เอกชน พร้อมต้าน วอนรัฐทบทวน ระบุต้นทุนค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลแต่ละแห่งไม่เท่ากัน

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้น “กลุ่มโรงพยาบาล” แม้ในระยะสั้นจะเผชิญความกังวลเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลของรัฐบาลที่เตรียมนำยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการโรงพยาบาล ขึ้นบัญชีสินค้า-บริการควบคุม โดย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จะพิจารณาในวันที่ 9 มกราคม 2562

ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองการควบคุมค่าบริการโรงพยาบาลนั้นเป็นเรื่องที่ยากในทางปฎิบัติ และการกำหนดราคาที่เหมาะสมนั้นน่าจะต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา เนื่องจากการให้บริการและโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างกันทั้งโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐ

BDMS-BCHเด่นน่าสอย

อย่างไรก็ดี หากการควบคุมราคาเกิดขึ้น ทางฝ่ายวิเคราะห์ประเมินผลกระทบที่เห็นอย่างแรก คือ ค่ายาและเวชภัณฑ์ โดยจะมีรายได้ในส่วนนี้ลดลง 5%  จะส่งผลกระทบกับประมาณการกำไรปี 2562 ที่ฝ่ายวิเคราะห์ทำไว้ของ BDMS ลดลง 9%, BCH ลดลง 8%, CHG ลดลง 8% ส่วน BH ลดลง 4%

จะเห็นได้ว่า BH น่าจะเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  จากการที่ให้บริการผู้ป่วยระดับบนและมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่าโรงพยาบาลอื่น

แต่ในระยะยาวยังแนะนำ BDMS เป็นหุ้นที่ปลอดภัย ให้ราคาเป้าหมาย 30 บาท เพราะเป็นโรงพยาบาลที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มกำไรเติบโตในกลุ่มลูกค้าประกันสุขภาพและ ROA ที่ปรับตัวดีขึ้น

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ยังให้คำนำหนักลงทุนในหุ้น “กลุ่มโรงพยาบาล” แม้จะมีประเด็นการควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการของโรงพยาบาล โดยเป็นเพียง sentiment เชิงลบเท่านั้น เพราะมองว่าในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะแต่ละโรงพยาบาลมีต้นทุนที่ต่างกัน

ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาส 4/2561 จะดีต่อเนื่องไปถึงปี 2562  ซึ่งยังเป็นอีกปีกับการเก็บเกี่ยวผลกำไร ของโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง หลังผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้ว

“คาดกำไรของกลุ่มโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของฝ่ายวิเคราะห์น่าจะเติบโตโดดเด่น  24% จากปี 2561 เป็น 11,293 ล้านบาท ขณะที่ปี 2562  ยังเป็นรอบของการเก็บเกี่ยวผลกำไร จากการลงทุนในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา”

โดยหุ้นโรงพยาบาลหลายแห่งยังมีผลงานที่ดี โดยเฉพาะ BDMS ที่ได้อัพเกรดโรงพยาบาลในเครือ 10 แห่งให้เป็น Center of Excellence เริ่มเห็นผลบวกชัดเจนในปี 2561  คาดส่งผลบวกต่อเนื่องในปี  2562   ขณะที่บริษัทคงแผนขยายโรงพยาบาลจาก 47 แห่งเป็น 50 แห่งในช่วง 2ปีข้างหน้า (ปี 2562-2563) แต่ไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่เหมือนที่ผ่านมา

ส่วน BCH กับการกลับมาทำกำไรของ WMC ตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 หลังขาดทุนมาตลอดนับตั้งแต่เปิดดำเนินการปี 2557  ขณะที่ EKH รับรู้รายได้ จากการเปิดศูนย์ผู้มีบุตรยาก ซึ่งในไตรมาส 4/2561 มีการเปิดเพิ่มศูนย์ที่พระราม 9 อีก 1 แห่ง คาดจำนวนการรักษาจะเพิ่มจาก 140 เคสในปี 2561 เป็น 300 เคส ในปี 2562  ด้วยประเด็นนี้ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าอัตราการทำกำไรของกลุ่มโรงพยาบาลจะดีขึ้น ตามจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารักษามากขึ้น เกิดการประหยัดต่อขนาด อีกทั้งนโยบายควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด  โดยฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรปกติของกลุ่มในปี 2562 จะปรับเพิ่ม 13% จากปี 2561 เป็น 13,155 ล้านบาท

แนะนำ “ซื้อ” หุ้น BCH ให้ราคาเป้าหมาย 23.20 บาท เพราะคาดกำไรปกติปี 2562 สูงสุดในกลุ่มโรงพยาบาลปี 2562 ที่ 18% เมื่อเทียบกับปี 2561  ผลักดันจากกลุ่มลูกค้าเงินสดและประกันสังคม  โรงพยาบาล WMC ที่พลิกกลับมามีกำไรเป้นปีแรก และ การยื่นขอโควต้าผู้ประกันตนอีก 2 หมื่นราย ทำให้ฐานผู้ประกันตนปรับเพิ่มขึ้น ต่อยอดรายได้

รพ.เอกชนวอนรัฐทบทวน

นายกำพล พลัสสินทร์ กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG ในฐานะ รองนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ระบุว่า  กำหนดกรอบเพดานค่าบริการทางการแพทย์ของ กกร.นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งมีต้นทุนการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกันไป เช่น โรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมืองและแหล่งชุมชน อาจจะมีต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่สูง เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นการกำหนดกรอบเพดานค่ารักษานั้นควรสะท้อนอยู่บนพื้นฐานความจริงของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง

ด้านนายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) หรือ VIBHA กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเกี่ยวกับกกร.ที่จะมีกำหนดกรอบค่าบริการทางการแพทย์นั้นส่วนตัวมองอาจจะไม่ใช้สิ่งเหมาะสม เพราะโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลของรัฐ เช่น ค่าเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยที่แตกต่างกัน อีกทั้งโรงพยาบาลของรัฐนั้นจะได้รับเงินอุดหนุนและเงินบริจาค ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นผู้จัดหาเองทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ทางบริษัทจะมีการส่งตัวแทนเข้าไปชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนของโรงพยบาลให้กกร. พิจารณาในวันที่ 9 มกราคม 2562 ต่อไปเพื่อให้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ

“อีกปัจจัยคือ เครื่องมือเทคโนโลยีในการรักษา ซึ่ง VIBHA นั้นจะเลือกเทคโนโลยีที่ทันสมัย และแม้ว่าเครื่องมือในการรักษาบางอย่างอาจจะไม่มีการใช้เป็นประจำทุกวัน ทำให้มีค่าเสื่อมและต้นทุนการรักษาดูแล แต่เราเองยังคงตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยเกิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” นายชัยสิทธิ์กล่าว