ปีจอทมิฬกดพอร์ต VI วูบ ดร.นิเวศน์-เสี่ยปู่สูญนับพันล.

ทันหุ้น- เปิดพอร์ตรายใหญ่ “ดร.นิเวศน์-เสี่ยปู่” ติดลบหนัก เสี่ยปู่โดน 1.6 พันล้าน ดร.นิเวศน์ติดลบ 8 ร้อย ล้าน ดร.นิเวศน์ รับปีหน้ายังถูกสงครามการค้ากดดัน แต่ไทยยังมีอนาคต ชี้ลงทุนระยะยาวต้องดูพื้นฐาน ปันผลเป็นหลัก ขณะที่เสี่ยปู่ ยังเดินหน้าเก็บ ORI และ CKP ด้าน “โจ ลูกอีสาน” ได้ CKP ดันพอร์ตรวมบวกได้เล็กน้อย

“ทีมงานทันหุ้น” สำรวจพอร์ตลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่ใน “ตลาดหลักทรัพย์” เฉพาะที่ปรากฎชื่อในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ตามการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดของแต่ละบริษัทจดทะเบียน โดยตั้งสมมุติฐานว่า นักลงทุนรายใหญ่ยังคงถือครองหุ้นนั้นๆ จากสิ้นปี 2560 จนถึง 25 ธันวาคม 2561

โฟกัสไปยังนักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียง 3 ราย ประกอบด้วย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร , นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ เสียปู่ และ นายอนุรักษ์ บุญแสวง หรือ โจลูกอีสาน

ทั้งนี้หุ้นที่ปรากฏชื่อ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร และครอบครัว ถือหุ้นนั้น ประกอบด้วย  CPALL , TCAP , QH , BCP , BCPG , BAFS , QH , IRC , EASTW , METCO โดยพอร์ตของ ดร.นิเวศน์ ในปี 2561 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2560 ติดลบ ราว 815.59 ล้านบาท จากมูลค่าที่ถือครองหุ้นสิ้นปี 2560 ที่ 6,290.36 ล้านบาท เหลือ 5,474.70 ล้านบาท โดย CPALL ติดลบมากสุด 360 ล้านบาท รองลงมาคือ QH ติดลบ 102 ล้านบาท

ขณะที่นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล และครอบครัว ถือหุ้น ORI , SAWAD , BROCK , WORK , GL , AJ , SGF , ORI , SAPPE , DOD , BROCK , RSP , SST , MM , AJ , APEX , ICN , PRO พอร์ตของเสี่ยปู่ ติดลบถึง 1,677.17 ล้านบาท ในปี 2561 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2560 จากพอร์ตที่มีมูลค่าสิ้นปีที่ผ่านมา 3,691.73 ล้านบาท เหลือ 2,014.52 ล้านบาทในปีจอนี้ โดยหุ้นที่ทำให้พอร์ตติลบมากสุดคือ WORK ที่มูลค่าหายไป 718 ล้านบาท (หากยังไม่ขาย) ขณะที่ ORI ทำให้พอร์ตติดลบราว  500 ล้านบาท

ด้านนายอนุรักษ์ บุญแสวง และครอบครัว ถือหุ้น CKP , D , WIIK , TCJ , FOCUS , WINNER , QLT , WIIK , FNS , OTO , ASIMAR , QLT , ASIMAR , SE ผลงานของ โจ ลูกอีสาน เป็นบวกได้เล็กน้อย 2.7 ล้านบาท ทำให้มูลค่ารวมพอร์ตเพิ่มจากปีที่ผ่านมาอยุ่ที่ 287.76 ร้อยล้านบาท เป็น 289.99 ร้อยล้านบาท โดยมีหุ้นบวก 2 หุ้น ทำให้พอร์ตบวกได้คือ CKP ที่ถือเยอะสุด ทำให้พอร์ตบวกถึง 42 ล้านบาท และ FOCUS บวก 1.5 ล้านบาท ส่วนหุ้นที่เหลือติดลบ

ดร.นิเวศน์ ยอมรับว่า ยังคงถือหุ้นที่ปรากฏชื่ออยู่ เนื่องจากการลงทุนระยะยาว และคาดหวังปันผลมากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น อย่างไรก็ดียอมรับว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปีหน้าอาจจะยังมีความเสี่ยงในเรื่องของปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของสงครามการค้าที่จะกระทบตลาดหุ้นทั่วโลกให้ปรับตัวลดลง ซึ่งอาจจะส่งผลมาถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

แต่หากประเมินปัจจัยตลาดหุ้นไทยถือว่าเศษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ในด้านระดับ P/E ของตลาดก็อาจจะไม่ถูกและก็ไม่แพงจนเกินไป  ซึ่งแนะนำนักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้นที่P/E สูงถึง 30-40 เท่า และไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ และเลือกลงทุนหุ้น Defensive stock ที่ราคา P/E อยู่ในระดับ 10 เท่า และมีอัตราการจ่ายปันผลสูงกว่า 2-3% ขึ้นไป รวมไปถึงยังมีรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การจัดสรรการถือหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับระดับการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล แต่ให้เน้นการถือเงินสดมากขึ้น เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นในปีหน้า

ขณะที่นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ เสี่ยปู่ ยอมรับว่า ทยอยลงทุนหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมาอย่าง ORI ที่มีพื้นฐานการเติบโตที่ดี และ CKP จะมีการสร้างเขื่อนเสร็จ รวมไปถึงหุ้นอื่นๆ ที่มีพื้นฐานที่ดี ส่วนตัวหุ้นที่ลงทุนไปแล้วและอาจปรับตัวลดลงจนขาดทุน คงอาจจะถือไว้ก่อน โดยมองเช่นเดียวกันว่าปีหน้ายังกังวลปัจจัยต่างประเทศ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจที่น่าจะดีขึ้นจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเรียกความเชื่อมั่นให้ตลาดหุ้นกลับมารีบาวน์ได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังการส่งออกที่ยังเป็นปัจจัยที่กดดันภาพรวมเศรษฐกิจไทยด้วย