ไม่ผ่อนคลายอย่างที่ตลาดต้องการ

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประชุม FOMC รายงานการประชุมเหมือนจะดีต่อตลาด แต่ก็ดีไม่สุด กลายเป็นการสร้างความผิดหวังและดึงให้ตลาดหุ้นปรับลดลง ทั้งนี้เราลองมาแกะรายละเอียดดูว่ารายงานการประชุมมีประเด็นสำคัญใดบ้าง

  1. Fed ยังคงมุมมองเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน การใช้จ่ายภาคครัวเรือน เงินเฟ้อ ยังคงแข็งแกร่งเหมือนการประชุมครั้งที่แล้ว
  2. Fed ยังคงใช้คำว่า “gradual increases” หรือการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งทำให้ตลาดผิดหวังจากที่คิดว่า Fed จะตัดคำดังกล่าวทิ้งไป
  3. Fed มีมติขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 2.25-2.50% ตามที่ตลาดคาดหมาย
  4. Fed ปรับลดคาดการณ์ GDP Growth ปีนี้ลงเหลือ 3% (จากเดิม 3.1%) และปีหน้าสู่ 2.3% (จากเดิม 2.5%) และปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ลงเหลือ 1.9% ปีหน้าเหลือ 2.1%
  5. Fed ยังคงแผนการลดขนาดงบดุลในระดับ 5 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือนต่อไป
  6. Dot Plot ปรับลดคาดการณ์ดอกเบี้ยปีหน้าเหลือ 2.875% (จากเดิม 3.125%) เท่ากับจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1-2 ครั้ง ส่วนปี 2563 เหลือ 3.125% (จากเดิม 3.375%) โดยเป็นที่น่าสังเกตุจำนวนกรรมการที่คิดว่าดอกเบี้ยปีหน้าไม่ควรเกิน 2.875% มีเพิ่มเป็น 11 คนจากเดิมที่ 7 คน ส่วนที่คิดว่าควรสูงกว่า 2.875% ลดลงจาก 9 เหลือ 6 คน
  7. ประธาน Fed เจโรม พาวเวล แถลงหลังจบการประชุม ส่งสัญญาณระมัดระวังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อๆไป โดยระบุว่า “มีความไม่แน่นอนอย่างมากในเส้นทางการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป” อย่างไรก็ตามตลาดอาจไม่ชอบในส่วน พาวเวลา ยังคงยืนยันว่า การเมืองไม่มีผลต่อการตัดสินใจของ Fed และยังยืนยันที่จะดำเนินการต่อไปตามแนวทางที่วางไว้

โดยสรุป Fed เริ่มส่งสัญญาณการเงินผ่อนคลาย(Dovish)แต่ยังเป็น Dovish อ่อนๆ ซึ่งไม่มากเท่าที่ตลาดคาดหวังไว้ จึงน่าจะเป็นจุดที่สร้างความผิดหวังให้กับตลาด อย่างไรก็ตามตลาดเริ่มมีความหวังว่าหากเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว อาจทำให้ Fed ตัดสินใจลดปริมาณการลดขนาดงบดุลลง ซึ่งตรงนี้กว่าจะรู้แนวโน้มคาดว่าต้องรอไปจนถึงช่วงกลางปี 2562

สิ่งที่ผิดปกติคือ แม้ว่า Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยช้า แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวกลับปรับลงรุนแรงกว่าระยะสั้น ซึ่งทำให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนระยะยาวและสั้น (US 10Y-2Y Bond Yield) ลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 11 ปี 0.1% ก่อให้เกิดความกังวลเรื่อง Inverted Yield Curve หรือเส้นอัตราผลตอบแทนจะพลิกไปมีความชันติดลบ ซึ่งตลาดมองเป็นสัญญาณก่อนเกิดสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ มองเป็นภาพที่น่ากลัวสำหรับตลาด หาก US 10Y-2Y Bond Yield ต่ำกว่า 0% จะยิ่งทำให้ตลาดวิตกกังวลและเกิดการเทขายในตลาดหุ้นอีกได้

นอกจากการประชุม FOMC แล้ว ก่อนหน้ามีการประชุมคณะกรรมการดอกเบี้ยนโยบาย (กนง.) การประชุม กนง. มีมติขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี เป็น 1.75% พร้อมๆกับปรับลดคาดการณ์ GDP Growth ปีนี้เป็น 4.2% (จากเดิม 4.4%) และปีหน้า 4.0% (จากเดิม 4.2%)  การขึ้นดอกเบี้ยที่สวนทางกับการปรับลดคาดการณ์ GDP หรือการคงกรอบเงินเฟ้อไว้ในระดับต่ำ ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้น่าจะมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน เพื่อขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต และลดพฤติกรรมเก็งกำไรเป็นหลัก ดังนั้นขึ้นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปจึงไม่น่ารีบร้อนมากนัก โดยมีความเป็นไปได้ที่ การขึ้นดอกเบี้ยในปี 2563 กนง.จะมีมติขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง และน่าจะไปเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4

กลุ่มธนาคารวานนี้ นอกจากจะไม่เกิด Sell on Fact แล้ว ยังเกิดแรงซื้อสวนกลับ ซึ่งผิดไปจากที่คาดเอาไว้ อย่างไรก็ตามบรรดาธนาคารขนาดใหญ่ (เช่น KBANK BBL และ KTB) ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝาก จุดนี้อาจสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนและทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในวันนี้ได้ ทั้งนี้การปรับลดลงของหุ้นธนาคาร จะเป็นโอกาสให้เข้าซื้อสะสมธนาคารขนาดใหญ่  BBL จะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุน ได้รับผลกระทบจากการหายไปของค่าธรรมเนียมในระดับที่ต่ำกว่าธนาคารอื่น มีอัตราการตั้งสำรอง (coverage ratio) ที่สูง และมูลค่าหุ้นที่ไม่แพง KTB การฟื้นตัวของการเติบโตสินเชื่อและคุณภาพสินเชื่อ ได้ประโยชน์จำนวนมากจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและการลงทุนของภาครัฐ ได้รับผลกระทบค่าธรรมเนียมธุรกรรมในระดับที่ต่ำกว่าธนาคารอื่น มูลค่าหุ้นไม่แพง และมี upside จาก AQ Estate  ส่วนในกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก TISCO มีงบดุลแข็งแกร่ง มี ROE  และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูง