เงินเฟ้อ ปี’62 คาดชะลอที่ 0.8% สภาพอากาศ พลังงาน ค่าสาธารณูปโภค…3 ปัจจัยกำหนดเงินเฟ้อ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2561 ไว้ที่ร้อยละ 1.1 เร่งขึ้นจากปี 2560 ที่อยู่ที่ร้อยละ 0.7 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและค่าเช่าบ้าน ท่ามกลางการหดตัวของราคาอาหารสด เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก

โดยการขยายตัวของเงินเฟ้อในปีนี้ หลักๆ แล้วเป็นผลมาจาก


(1) การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร (หนุนภาพรวมเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61) โดยเฉพาะราคาพลังงานในประเทศที่ส่วนหนึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้ กบง. จะมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตร และราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 363 บาท/ถัง 15 กก.

(2) การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดเคหสถาน (หนุนภาพรวมเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.24) โดยเฉพาะค่าที่พักอาศัย (ค่าเช่าบ้าน) ที่ปรับขึ้นจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ การปรับขึ้นของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ส่งผลต่อต้นทุนการประกอบการ และประกาศธุรกิจควบคุมให้เช่าอาคารที่อยู่อาศัยของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

(3) การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (หนุนภาพรวมเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.13) โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานภายในประเทศ และราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม แต่ราคาอาหารสดกลับปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก

(4) การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (หนุนภาพรวมเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.07) ซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในช่วงปลายปี 2560

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2562 คาดว่า จะอยู่ที่ร้อยละ 0.8 (กรอบประมาณการที่ร้อยละ 0.5-1.2)  ชะลอลงจากปี 2561 เนื่องจากราคาพลังงานปรับตัวลดลง มีน้ำหนักต่อเงินเฟ้อมากกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสดและค่าสาธารณูปโภค

แม้ว่าในปี 2562 มีการคาดการณ์ว่า จะเกิดภาวะภัยแล้ง[1] ซึ่งน่าจะทำให้ปริมาณผลผลิตภาคเกษตรลดลง ส่งผลให้ราคาอาหารสดปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องค่าสาธารณูปโภคและค่าโดยสารสาธารณะที่จะปรับขึ้น[2] ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าใน 2 กลุ่มดังกล่าวน่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อขยับขึ้นร้อยละ 0.4 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงจากปี 2561 ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบที่คาดว่าจะผ่อนแรงลงจากระดับ 70 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในปี 2561 มาอยู่ที่ระดับ 68 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในปี 2562 (กรอบประมาณการที่ 65-75 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล) จากแรงกดดันทางด้านปริมาณเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แนวโน้มการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานในประเทศจะเป็นปัจจัยถ่วงให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2562 ชะลอลงจากปี 2561

เมื่อมองไปในระยะข้างหน้า นอกจากปัจจัยเชิงวัฏจักร (Cyclical factors) ที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อไทยแล้ว ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้าง (Structural factors) ที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยและอัตราเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้การบริโภคของครัวเรือนลดลง การออมมากขึ้น รวมถึงเป็นผลของ E-Commerce ที่ทำให้ต้นทุนผู้ผลิตลดต่ำลง แต่ก็ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้การปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการที่มีหน้าร้านเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

แม้อัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2561 จะขยับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ร้อยละ 1.1 แต่ก็ยังเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค นัยหนึ่งแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดีของประเทศ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการภายในประเทศที่อยู่ในกรอบค่อนข้างจำกัดนั้นยังเป็นผลมาจากการกำกับดูแลราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้อุปสงค์ต่อการบริโภคผ่อนแรงลง ตลอดจนการเข้ามาของ E-Commerce ที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้การปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการที่มีหน้าร้านเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากประเทศไทยแล้ว อัตราเงินเฟ้อของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและการเข้ามาของ E-Commerce ที่ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้ครอบคลุมเกือบทั่วโลก

ที่มา : บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com