AECS นำเอกชนไทยผนึกลาว ร่วมลงทุนนับแสนล้านบาท

ทันหุ้น – ACES นำ 3 เอกชนไทยผนึก 3 ยักษ์ใหญ่ลาว ครบทั้ง ค้าปลีก พลังงาน การเกษตร รวมมูลค่าโครงการนับแสนล้านบาท “ชนะชัย” รับเนื้อหอมอาจมีดีลเพิ่มเติม ด้าน EA ลุยส่งรถ 4 แสนคันเข้าลาวปลายปี62 ขณะที่ STAR ร่วมเปิดตลาดคู่ค้ารถยนต์ไฟฟ้า และสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ พร้อมจับมือเจ้าถิ่นทำศูนย์กลางค้าปลีกยักษ์  ด้าน PPPM รุกลงทุนไม้สับบุกพลังงาน หวังดันรายได้ 2-3 ปี เติบโต 100% จ่อซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวล 3-4 แห่งไตรมาส 2/2562

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จํากัด (มหาชน) หรือ AECS เปิดเผยว่า บริษัทได้นำคณะนักลงทุนไทย ประกอบด้วย บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA, บริษัท สตาร์ ยูนิเวอร์แซล เน็ตเวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ STAR, บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) หรือ PPPM เข้าร่วมลงทุนกับ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ลาว ประกอบด้วย Petrotrade Trading Lao Public Company , Khouanchay Trading Import-Export Company , Sitthi Inter Trading Import-Export Co., Ltd คิดเป็นมูลค่ารวม 1 แสนล้านบาท

โดย บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) จะลงนามกับ Petrotrade Trading การพัฒนาเรื่องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดหาทุนในการพัฒนาโครงการทั้งหมด มูลค่าโครงการราว 47,850 ล้านบาท

EA ลงนามกับ Petrotrade ด้านพลังงานไฟฟ้า ระบบสายส่ง เหมืองแร่ แบตเตอรี่ มูลค่าโครงการประมาณ 33,000 ล้านบาท และยังรวมกับ STAR ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับ รถยนต์ และรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้า มูลค่าประมาณ 9,900 ล้านบาท โดยเบื้องต้น EA จะมีการส่งรถยนต์ไฟฟ้า 4 แสนคันไปในลาว ซึ่งนับเป็นบริษัทไทยที่มีการส่งออกรถยนต์จำนวนสูงสุด โดยปัจจุบันลาวมีรถยนต์ 6-7 ล้านคัน และมีราคาน้ำมันสูงกว่าไทยมาก จึงต้องการลดการใช้น้ำมัน  ซึ่งทั้งเรื่องไฟแนนซ์ การปล่อยสินเชื่อต่างๆ เตรียมไว้หมดแล้ว

นอกจากนี้ STAR ยังลงนามกับ Khouanchay Trading ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ค้าปลีกในลาว ลงทุนศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ที่สุด มูลค่าโครงการ 1,650 ล้านบาท สามารถต่อยอดส่งสินค้าไปยังเวียดนาม-จีนได้ ซึ่งก็ล้อไปกับนโยบายของรัฐบาลลาวมที่ต้องการเป็นศูนย์กระจายสินค้าอาเซียน ส่วนบริษัท PPPM ลงนามกับ Sitthi Inter Trading ด้านความร่วมมือในการลงทุนการพัฒนากสิกรรมโดยการเปิดโรงงานไม้สับเพื่อพลังงานทดแทน ซึ่งลาวมีวัตถุดิบต้นไม้แสนไร่ที่เติบโตได้ที่ มูลค่าโครงการ 3,300 ล้านบาท

นายชนะชัย ยอมรับว่า มูลค่าโครงการที่สูง จะส่งผลดีต่อรายได้ของ AECS และทางสปป.ลาวยังมีโปรเจกต่อเนื่องอีกหลายโปรเจกจะยังเป็นโอกาสที่จะระดมทุนหรือทำการ M&A ต่อไปอีก โดยโอกาสในการลงทุนที่ลาวยังเปิดกว้าง และ AECS ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มนักลงทุนในลาวและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอยู่ โดยในอนาคตยังสามารถที่จะวางโปรเจกระยะยาวร่วมกันต่อเนื่องได้ ซึ่ง AECS สามารถช่วยให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น

EA-STARรุกขายรถไฟฟ้า

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เบื้องต้นบริษัทจะทำการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า กับพันธมิตรใน สปป.ลาว จำนวน 4 แสนคัน มูลค่าราว 4.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบได้ตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ EA ยังแจ้งตลาดหลักทรัพย์ การดำเนินการลงทุน อยู่ในขั้นเริ่มต้นด้วยการร่วมกันลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งจะต้องศึกษาและพัฒนาโอกาสทางธุรกิจร่วมกันต่อไป โดยความร่วมมือดังกล่าวเกิดจากการที่ธุรกิจ และโครงการที่ EA ดำเนินการ เป็นการลงทุนใน EEC อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องของประเทศไทย จึงได้รับโอกาสจากการที่รัฐบาลไทยเยือน สปป.ลาวและหารือเพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจการค้า EA จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ สปป.ลาวสนใจ และจะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมร่วมกันในระยะยาว

พล.ตต.หญิง ดร.จิรารักษ์ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STAR เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับ EA เเละ Petrotrade โดยจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจำหน่ายและเจรจากับคู่ค้าเพื่อหาช่องทางการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าในต้นปี 2562 จะเริ่มเห็นความชัดเจนได้ ส่วนการลงทุนด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านค้าปลีกนั้น ระยะแรกบริษัทจะนำสินค้ามาจำหน่ายผ่านบริษัทคู่ค้าในสปป.ลาวก่อนและคาดว่าในอนาคตจะส่งสินค้าไปยังประเทศอื่นผ่านคู่ค้าได้

นาย ณัฐพงศ์ ตังเดชะหิรัญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (รักษาการ) STAR เปิดเผยว่า บริษัทได้พัฒนาระบบE – Wallet (Electronic- Wallet) หรือ Digital Wallet เพื่อใช้ในการซื้อขาย คาดว่า จะสามารถเปิดให้ใช้บริการได้ในช่วงกลางปีหน้าด้วย

ซัพพลายไม้ดัน PPPM โตแรง

นายณสุ จันทร์สม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) หรือ PPPM เปิดเผยว่า บริษัทจะนำเข้าไม้แปรรูป เศษไม้และซุงเพื่อส่งเข้าโรงไฟฟ้าชีวมวลภายในประเทศไทย โดยบริษัทคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นปีหน้า และด้วยอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวลในไทยมีจำนวนค่อนข้างมากส่งผลให้ความต้องการสูง คาดว่าใน2-3ปีข้างหน้าจะช่วยหนุนรายได้เติบโต้ 100%จากปีนี้ที่รายได้จะเติบโตกว่า 2 พันล้านบาท

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตมากกว่า 20% เนื่องจากธุรกิจอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารกุ้งที่ทิศทางการเติบโตที่ดี นอกจากนี้บริษัทจะมีการขยายกลุ่มอาหารไปยังอาหารหมาและแมวเพิ่มเติมคาดว่าจะช่วยสร้างผลงานแข็งแกร่ง อีกทั้งมีรายได้จากการนำเข้าไม้แปรรูป เศษไม้ และซุงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา 3 – 4 แห่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 2/62 อีกทั้งบริษัทมีแผนที่จะขายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพประเทศ ญี่ปุ่น กำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์(Mw)มูลค่า 1.4 พันล้านบาท คาดว่ากระบวนการขายจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ โดยคาดว่าจะนำเงินจากการขายโรงไฟฟ้าบางส่วนนำไปชำระหนี้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 2 พันล้านบาทและคาดว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดได้ภายในปี 2562