GSTEL เร่งปรับโครงสร้างหนี้ ลุ้นศาลชี้ขาดฟื้นฟู24ธ.ค.นี้

ทันหุ้น – GSTEL เดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ ลุ้นศาลล้มละลายกลางพิจารณาฟื้นฟูกิจการ คาดชัดเจน 24 ธันวาคมนี้ ด้านฝ่ายบริหารแจงเหตุผลการฟื้นฟู ระบุส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ-แบกหนี้ก้อนโต หวั่นกระทบรายย่อยกว่าหมื่นราย และกระจายสู่วงกว้าง

นายธีรชัย อรุณเรืองศิริเลิศ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEL เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างหนี้ว่า ในวันที่ 24 ธ.ค.61นี้ ศาลล้มละลายกลางจะอ่านคำพิพากษาชี้ขาดว่าจะให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งอนุมัติให้บริษัทสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้จะส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินการตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ได้แบบเบ็ดเสร็จ ทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้คล่องตัว รวมทั้งสามารถรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่ราวหมื่นราย แต่ในทางกลับกันหากไม่ได้รับการอนุมัติบริษัทจำเป็นต้องขอยื่นเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูอีกครั้ง พร้อมทั้งหาแหล่งเงินทุนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินมาช่วยเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าใช่จ่ายทางการเงินสูงกว่าปกติ

เร่งพลิกฟื้นธุรกิจ

โดยปัจจุบันสถานะของบริษัทไม่สามารถใช้แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบกว่า 776 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/60 โดยช่วงที่ผ่านมาบริษัทจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนจาก Non Bank มาตลอด เพื่อประคองให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ เพราะฝ่ายบริหารมองว่าหากบริษัทต้องปิดกิจการไปผลกระทบที่ตามมาค่อนข้างมาก ทั้งในส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อย รวมทั้งอาจมีผลกระทบต่อคนงานราว 700-800 คน ซึ่งไม่นับผู้ประกอบการที่เป็นห่วงโซ่ธุรกิจของบริษัท (ซัพพลายเชน) อีกจำนวนมาก

สำหรับแนวทางการโครงสร้างหนี้ของบริษัทที่มีอยู่ราว 17,000 ล้านบาทนั้นจะเป็นการฟื้นฟูแบบเบ็ดเสร็จ มีทุกรูปแบบเริ่มตั้งแต่การแปลงหนี้สินให้เป็นทุน และทำการขอลดยอดหนี้ลง (แฮร์คัท) รวมทั้งขอยืดหนี้เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานะการดำเนินธุรกิจของบริษัท อย่างไรก็ตามกระบวนการเข้าสู่แผนฟื้นฟูนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง

ด้านนางจุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการอิสระของบริษัท กล่าวว่า ปัญหาหนี้มาจากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งตั้งแต่ในปี 2541 เพราะมีการปล่อยลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และได้ปรับโครงสร้างจากนั้นในปี 2546 บริษัทได้รับการอนุมัติให้ออกจากกระบวนการฟื้นฟู ต่อมาเจอวิกฤติเศรษฐกิจรอบสองในปี51ได้รับผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์)ทำให้บริษัทมีปัญหาอีกครั้ง

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ บริษัทถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ และบริษัทเป็นโรงเหล็กที่ผลิตแบบครบวงจรต้องใช้เงินลงทุนสูง ในการพัฒนาประเทศซึ่งผู้ประกอบการต้องใช้เงินลงทุนสูง หากต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานใหม่ในช่วงนี้ประเมินว่าต้องใช้เงินลงทุนหลายหมื่นล้านบาท รวมทั้งเป็นธุรกิจที่มีประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง การเข้าแผนฟื้นฟูของบริษัทจะมีผลต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ รวมทั้งหากบริษัทสามารถดำเนินการผลิตเหล็กออกสู่ตลาดต่อไปได้จะช่วยลดการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ

ทุนใหม่พร้อมหนุน

นางสาวสุนทรียา วงศ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบัญชี และการเงิน กล่าวเพิ่มเติมว่า หากบริษัทได้รับการอนุมัติให้เข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการฟื้นฟูกิจการ จะส่งผลให้กระบวนการผลิตสามารถกลับมาเป็นปกติได้ โดยบริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อรักษาระดับการผลิตที่ระดับ 7-8 แสนตันต่อปีหรือคิดเป็นการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 60% มูลค่า ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้บริษัทได้มีกลุ่มทุนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน คือ กลุ่มเอสเอสจี กรุ๊ป ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ GSTEL ซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนมูลค่า 2,000 ล้านบาทให้กับบริษัทในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจตามปกติ และเดินกำลังผลิตได้อยู่ทราว 60% คาดว่าภายใน 2 ปี บริษัทจะสามารถปรับโครงสร้างทางการเงิน (รีไฟแนนท์) กับสถาบันการเงิน เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินลดลง และเมื่อบริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้สถาบันการเงินได้แล้วนั้น มีโอกาสที่จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 1,200,000ตันต่อปี เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ส่วนความคืบหน้าของการตรวจสอบคดีกระบวนการโกงเศษเหล็ก ขณะนี้ได้ข้อสรุปความเสียหายปี 60 เรียบร้อยแล้ว แต่ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ(ปอศ)กำลังตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่าในปี 58-59 จะมีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ และหากผลสรุปของ ปอศ. เสร็จสิ้นทาง บริษัทจะดำเนินการจัดทำงบการเงินปี 61 เสนอต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ตลท.) ต่อไป