“สาระ”สบายใจผลงานรวมปีนี้ เบี้ยลดจากแผนปรับโครงสร้าง

ทันหุ้น- “สาระ ล่ำซำ” เผยพอใจผลงาน 10 เดือนแรกแม้เบี้ยรับรวมโตติดลบ ขณะที่งบ 9 เดือนแสดงกำไรสุทธิเติบโตแรง แจงเมืองไทยประกันชีวิต เร่งปรับโครงสร้างพอร์ตโดยสัดส่วนสินค้าคุ้มครอง พร้อมลดแบบประกันสะสมทรัพย์ลด รองรับเกณฑ์มาตรฐานบัญชีใหม่ หรือ IFRS รวมถึงเกณฑ์การดำรงเงินกองทุน RBC2 ด้วย ส่งผลให้บริษัทต้องปรับสมดุลของพอร์ตงาน เพื่อยังคงสะท้อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งหลัง IFRS มีผลบังคับใช้

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บอกว่า ตัวเลขเบี้ยประกันชีวิตรับรวมลดลงในปีนี้ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างพอร์ตงาน รองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะมาตรฐานบัญชีใหม่หรือ IFRS เกณฑ์การดำรงเงินกองทุน RBC2 การหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่ยากขึ้น เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้หากควบคุมไม่ดีอาจกระทบต่อฐานะความมั่นคงของบริษัทได้

“แม้มาตรฐานบัญชีใหม่จะเลื่อนบังคับออกไปเป็นปี 2565 ก็ตาม แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่นาน ถ้าไม่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ แล้วไปทำตอนใกล้ๆยังคับใช้ จะไม่ทันการเอา เพราะเราเห็นผลกระทบจากการใช้มาตรฐานบัญชีตัวใหม่ค่อนข้างมาก จึงเร่งปรับสมดุลของพอร์ตงาน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนสินค้าคุ้มครองมากขึ้น และลดสินค้าแบบสะสมทรัพย์ลง”

ทั้งนี้ แบบประกันสะสมทรัพย์ ทำให้บริษัทมีภาระในการหาผลตอบแทนมาคืนให้ได้ตามเงื่อนไขของสัญญาประกันภัย แม้ว่าเทรนด์ดอกเบี้ยทั่วโลกจะอยู่ในขาขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำต่อไป สินค้าแบบนี้อิงไปทางการลงทุน การหาผลตอบแทน มากกว่าการให้ความคุ้มครองในด้านชีวิต สุขภาพ โรคร้ายแรง และการมองหาผลตอบแทนจากการลงทุนในยุคปัจจุบันที่มีความผันผวนให้ได้ตามเงื่อนไขจึงเป็นภาวะกดดันของบริษัทประกันภัย ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจหันมาเล่นแบบสินค้าที่เน้นความคุ้มครองมากขึ้น

ขณะเดียวกันมาตรฐานบัญชีใหม่ โดยเฉพาะ IFRS 17 ซึ่งเน้นการวัดมูลค่าของสัญญาประกันภัยตาม ที่ตั้งอยู่

บนพื้นฐานของการวัดมูลค่าปัจจุบัน (Current Value Approach) โดยใช้ข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อมูลที่สังเกตได้ในตลาด (Observable Market Information) ดังนั้น บริษัทประกันภัยจะต้องรับรู้รายได้จากสัญญาประกันภัยตลอดระยะเวลาที่ให้บริการตามสัญญาประกันภัยนั้น และจะต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายทันทีที่เกิดค่าใช้จ่ายขึ้น

นายสาระ บอกว่า IFRS 1 เป็นเรื่องการวัดมูลค่าหนี้สิน การรับรู้รายได้ ทำให้บริษัทประกันภัยต้องบริหารสัดส่วนของพอร์ตงานให้ดี หากมีสัดส่วนแบบประกันสะสมทรัพย์มากเกินไปอาจกระทบต่อฐานะความแข็งแกร่งในองค์กรได้ ดังนั้นเพื่อรองรับการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ ทำให้ เมืองไทยประกันชีวิต มีการปรับตัว บริหารพอร์ตงานให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันได้หันมาเพิ่มสัดส่วนแบบประกันคุ้มครองมากขึ้น โดยอยู่ที่ประมาณ 60% จาก 2 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 40%

“มองว่าเรายังคงต้องเพิ่มสัดส่วนสินค้าคุ้มครองอีกเล็กน้อยประมาณ 70% น่าจะเป็นระดับที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็ถือว่าค่อนข้างพอใจกับพอร์ตงาน และเมื่อมาตรฐานบัญชีใหม่บังคับใช้จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมประกันชีวิตที่จะสะท้อนว่าเรามีการเติบโตในธุรกิจสูง”

นอกจากนี้ เงินเบี้ยประกันของแบบสะสมทรัพย์ และแบบคุ้มครองมีความแตกต่างกันมาก โดยแบบประกันสะสมทรัพย์นั้นจะมีเบี้ยที่สูงกว่า ทำให้เมื่อหันไปขยายตลาดสินคาคุ้มครองจึงทำให้เบี้ยโดยรวมของบริษัทลดลง นอกจากนี้ก็มีกรมธรรม์ที่ครบตามสัญญา ซึ่งก็มีการดึงลูกค้ากลับมาซื้อแบบประกันภัยได้ แต่สามารถดึงกลับมาได้เพียงบางส่วน

และยังรวมถึงเกณฑ์การดำรงเงินกองทุน RBC2 ตัวใหม่ ที่จะต้องมีการบังคับใช่อย่างแน่นอนในอนาคต ซึ่งหากบริหารจัดการงานรับประกันได้ไม่ดีก็กระทบต่อเงินกองทุนได้ ด้วยหลายๆเกณฑ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตเร่งดำเนินปรับโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมีขึ้น

สำหรับเบี้ยประกันชีวิต 10 เดือนแรกปี2561 ของเมืองไทยประกันชีวิต นั้นเบี้ยปีแรกอยู่ที่ 8,783.1 ล้านบาท เบี้ยประกันปีต่อไป 58,625.7 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว 13,656.5 ล้านบาท เบี้ยรับรวม 85,333.2 ล้านบาท ซึ่งเบี้ยรับรวมนั้นเติบโตลดลง ประมาณ 8%

อย่างไรก็ตาม งบการเงินของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกปี 2561 มีกำไรสุทธิ 7,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากงวดเดียวกันของปี 2560 ซึ่งกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,672 ล้านบาท

แผนการปรับโครงสร้างพอร์ตงานในครั้งนี้อาจกระทบต่อการเติบโตของเบี้ยประกัน แต่ในแง่ของผลประกอบการแล้วนั้น การที่เมืองไทยประกันชีวิตสามารถทำกำไรต่อเนื่อง ไม่เพียงสะท้อนถึงสถานความแข็งแกร่งทางการเงิน ยังสะท้อนถึงการกลยุทธ์ที่ได้ผลอีกด้วย