NDR บุกต่างแดนอัพยอด ปูทางพลิกเทิร์นอะราวด์

ทันหุ้น – NDR ปรับกลยุทธ์ดันยอดขายปี2562 คาดใกล้เคียงปี2561 แตะพันล้านบาท พร้อมกดต้นทุนลดฮวบ จ้องรุกหนักตลาดต่างแดน ดันสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ระดับ 60% บิ๊กบอส ส่งซิกช่วงที่เหลือของปีนี้ยังไปได้สวย ใส่เกียร์ลุยหวังฟื้นผลงานพลิกบวก

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR เปิดเผยว่า บริษัทประเมินทิศทางธุรกิจการจำหน่ายยางในและนอกรถจักรยานยนต์ปี 2562 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับปี2561 เนื่องจากภาวะการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งนี้บริษัทตั้งยอดขายปี 2562 จะใกล้เคียงกับปีนี้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะผลักดันยอดขายทั้งในและนอกประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้น และคาดสัดส่วนยอดขายจะใกล้เคียงกับปีนี้ ซึ่งมียอดขายต่างประเทศ 60% และยอดขายในประเทศ 40%

ปรับกลยุทธ์ดันยอด

สำหรับการขายสินค้าในประเทศบริษัทจะใช้กลยุทธ์การควบคุมต้นทุนการผลิตสินค้า หรือใช้เครื่องจักร เข้ามาช่วยลดต้นทุน เพื่อทำราคาขายสินค้าให้สามารถแข่งขันกับคู่ค้าได้ ส่วนการขายสินค้าต่างประเทศ บริษัทจะเร่งทำยอดขายในประเทศมาเลเซียให้ได้ตามเป้าหมาย และขยายเข้าไปในประเทศอื่นๆที่บริษัทได้ขายสินค้าเข้าไป

ส่วนทิศทางภาพรวมทั้งปี2561 ยังมั่นใจว่ายอดขายจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย หรือมียอดขายใกล้เคียง 1,000 ล้านบาท และคาดผลประกอบการจะกลับมาเป็นบวก จาก 9 เดือนแรก ขาดทุน 2.22 ล้านบาท จากการเพิ่มยอดขายทั้งในและนอกประเทศ ขณะที่ทิศทางยอดขายจากประเทศมาเลเซียช่วงที่ผ่านมาถือว่ายังทำได้ ตามแผน โดยมียอดขายเฉลี่ยเดือนละหนึ่งแสนเส้น โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทตั้งเป้ายอดขายในมาเลเซีย120,000-130,000  เส้น จากที่ผ่านมามียอดขายลดลงมาที่ 80,000-90,000 เส้น

อนึ่ง บริษัทข้าไปลงทุนซื้อกิจการ บริษัท Fung Keong Rubber Manufactory (Malaya) Sdn. Bhd. (FKRMM)  รวมถึงบริษัทย่อย อีก 2 บริษัท ได้แก่ FKR Marketing Sdn. Bhd. (FKRM) และ GCB Trading Sdn.Bhd. (GCB) ที่ FKRMM  ถือหุ้นในบริษัทย่อยทั้ง 2 บริษัทในสัดส่วน 100% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว

เคาะพิกัด3.04บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของ NDR โดยมีปัจจัยหนุน ดังนี้ 1) การรุกตลาดยางรถจักรยานยนต์มาเลเซีย โดยใช้จุดแข็งของ FKRMM ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์รถจักรยานยนต์ “FKR” และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมาเลเซียมากว่า 50 ปี บวกกับ มีคลังสินค้าเป็นของตัวเอง 4 แห่ง และมีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 79 ราย อีกทั้ง FKRMM เป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง ซึ่งในอดีตมี EBIT Margin เฉลี่ย 13.2-14.8% ขณะที่อดีต NDR มี EBIT Margin เฉลี่ย 3.4-9.0% และ 2) แผนแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกลุ่มลูกค้ายางอะไหล่เกรดรองด้วยกลยุทธ์ Fighting Brand หวังกระตุ้นยอดขายขณะที่ต้นทุนปรับตัวลดลง ส่งผลให้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการเดิม โดยคาด ปี 2561 NDR จะมีกำไรปกติ 73.3 ล้านบาท โตเด่น 331%

คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/2561 โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกลับมากำไรตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2561 เป็นต้นไป อีกทั้งราคาหุ้นยังมี Upside 35.7% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2561 ที่ 3.04 บาท อิง PER16x (ค่าเฉลี่ยกลุ่ม) และ Fully Diluted Norm EPS ปี 2561 ที่ 0.19 บาท และคาดให้ Div.Yield ปีนี้ที่ 2.9% จึงคงแนะนำ “ซื้อ”