BJC รายได้ปีนี้โตเกิน9% รัฐกระตุ้นยอดขายทะลัก

ทันหุ้น – BJC ชี้มาตรการรัฐช่วยกระตุ้นยอดขาย BIGC แย้มรายได้ปี 2561 มีโอกาสเติบโตมากกว่า 7-9% จากทุกธุรกิจ มั่นใจยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เป็นบวก ส่วนปีหน้าวางแผนเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ เล็งออกหุ้นกู้ 3.8 หมื่นล้านบาท หวังลดต้นทุนทางการเงิน

นายรามี บีไรเนน ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้ปีนี้จะมีโอกาสเติบโตสูงกว่าเป้าที่ 7-9% จากปีก่อนที่มีรายได้ จากปีก่อน 1.64 แสนล้านบาท โดยมาจากการเติบโตในทุกธุรกิจ ทั้งธุรกิจค้าปลีก BIGC ธุรกิจแก้วกระป๋อง, ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจเวชภัณฑ์เทคนิค

โดยธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้า BIGC มียอดการเติบโตของสาขาเดิม (SSSG) ช่วง 9 เดือน ที่ 0.9% คาดว่าทั้งปีจะยังเป็นบวก จากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการเติบโต อีกทั้งยังได้รับปัจจัยบวกจากภาครัฐมีการออกมาตรากระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ช้อปช่วยชาติ, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) และคืนภาษีช้อปช่วงตรุษจีน 5% ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้ยอดขายของบริษัทเติบโตขึ้น

*ลุยเปิดสาขาต่อเนื่อง

สำหรับแผนการขยายสาขา BIG C ปี 2562 วางแผนเปิดสาขา Hypermarket 8 สาขา แบ่งเป็นในประเทศไทย 7 สาขา และในกัมพูชา 1 สาขา , Market 1 สาขา  และ Mini BigC 300 สาขา โดยปี 2561 ได้ขยายสาขาขนาดใหญ่ Hypermarket จำนวน 8 สาขา,Market 1 สาขา  และ Mini BigC 150 สาขา  ซึ่งมั่นใจว่าจะเปิดได้ตามเป้าที่วางไว้

ส่วนธุรกิจแก้วกระป๋อง คาดว่าจะมีความต้องการต่อเนื่อง และล่าสุดได้เปิดดำเนินการเตาหลอมแก้วโรงผลิตแห่งที่ 5 กำลังการผลิต 400 ตันต่อวัน คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิต จากเดิมที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 3,025 ตันต่อวัน ด้านธุรกิจอุปโภคบริโภคคาดว่าจะมีการเติบโตที่ดี ซึ่งบริษัทก็มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่อง และในเดือนธันวาคมนี้ จะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ เทสโต้รสไข่เค็ม และธุรกิจเวชภัณฑ์เทคนิค มองว่าจะมีการเติบโตในระดับที่ซึ่งตามปกติช่วงไตรมาส 4/2561 จะเป็นช่วงที่ภาครัฐมีการใช้งบประมาณทางการแพทย์จำนวนมาก

*เล็งออกหุ้นกู้ 3.8 หมื่นล.

พร้อมกันนี้ คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปีนี้จะมากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 19.1% จากการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงยอดขายในแต่ละธุรกิจมีการเติบโตได้ดี อีกทั้งบริษัทวางแผนออกหุ้นกู้ในปี 2562 มูลค่า 3.8 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทนกู้เดิมที่จะครบกำหนด โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือในเดือนมีนาคม มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท และเดือนกันยายนมูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เพื่อต้องการลดต้นทุนทางการเงิน จากปัจจุบันที่มีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยที่ 1.5 แสนล้านบาท มีระดับ IBD/E หรือ อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ที่ 1.37 เท่า

นายรามี กล่าวต่อว่า บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจปี 2562 คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมบริษัท (บอร์ด)ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ เบื้องต้นคาว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่อง ส่วนการเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ WG เพิ่มเป็น 100% จากปัจจุบันถือหุ้นอยู่ที่ 50.24% โดยการประเมินมูลค่าทั้งหมดอยู่ที่ 3.2 พันล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินกู้เงินจากสถาบันทางการเงินเป็นหลัก

*ชูเป้าหมาย 73 บาท

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง BJC ว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 4/2561 เป็นบวกต่อจากไตรมาส 3/2561 ที่ทำได้ที่ บวก 2.5% แม้เดือนตุลาคม จะมีผลกระทบจากช่วงท้ายของฤดูฝนก็ตาม แต่เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม เข้าสู่ช่วงไฮซีซันช่วยหนุนแรงซื้อ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงต้นของการเริ่มเข้าสู่การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 คาดว่าจะเห็นการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้น หนุนยอดขายสินค้าทั้งในธุรกิจ BJC และธุรกิจค้าปลีก BIGC และกำไรปกติใน ไตรมาส 4/2561 เติบโต จากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ดีคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2562 ที่ 73 บาท (DCF) มีมุมมองเป็นบวกต่อการเข้าซื้อ WG หนุนรายได้ธุรกิจเคมีภัณฑ์ และ SYNERGY จากอาคารสำนักงาน และ Warehouse ช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ได้ อีกทั้ง WG เป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรงและกำไรต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังไม่รวมงบของ WG เข้าในประมาณการ เพื่อรอสัดส่วนการถือหุ้นสุดท้ายหลังทำ Tender Offers ในเดือนมกราคม 2562