กำไรบจ.9เดือนยังโต13%IPOทรุดเหตุตลาดไม่เอื้อ

ทันหุ้น – ตลท. ตอกย้ำพื้นฐานบจ.ไทยแข็งแกร่ง หลังผลงานดีต่อเนื่อง พร้อมย้ำเป้ามาร์เก็ตแคปปี 2561 เพิ่มขึ้น 5.5 แสนล้านบาท รับ IPO ใหม่-บจ.เดิมระดมทุนเพิ่ม พร้อมอวดกำไรบจ. 9 เดือนแรกปีนี้แตะ 7.59 แสนล้านบาท เติบโต 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมีหนุน ยันไม่พบความผิดปกติหุ้น IPO ต่ำจอง แจงซื้อขายตามภาวะตลาด

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือว่าแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนได้จากตัวเลขผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาที่เติบโตต่อเนื่อง

ส่วนเหตุภาพรวมตลาดหุ้นไทยปัจจุบันที่ดัชนีมีความเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน เนื่องจากประเด็นต่างประเทศมากดดันดัชนี อาทิ สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (เทรดวอร์) ฯลฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อการดัชนีหุ้นไทยแทบทั้งสิ้น ดังนั้นนักลงทุนจับตาและติดตามประเด็นดังกล่าวก่อนการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้การลงทุนได้ที่ได้เกิดประสิทธิ์ภาพ

*ย้ำเป้ามาร์เกตแคป

ด้านนายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. กล่าวว่า ในปี 2561 ทางตลท.ยังคงเป้าหมายมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป)  เพิ่มขึ้น 5.5 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่ราว 17.9 ล้านบาท หลังช่วง 10 เดือนแรกปีนี้มีมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นแล้ว 3.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็น การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ราว 1.7 แสนล้านบาท และการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียนเดิม (PO) อีก 1.8 แสนล้านบาท ประกอบกับช่วงที่เหลือยังมีหุ้นที่รอจดทะเบียนและแนวโน้มบจ.ที่จะระดมทุนเพิ่มขึ้น

ขณะที่แนวโน้ม IPO ที่เข้าจดทะเบียนใหม่ปี 2561 มีทิศทางที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 เนื่องจากภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีความผันผวน, ความจำเป็นของบจ.ใหม่ที่ต้องการใช้เงินระดมทุน, การนำเสนอข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ และภาวะของอุตสาหกรรมในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยในการตัดสินใจเข้าจดทะเบียนแทบทั้งสิ้น

*กำไรบจ. 9 เดือนโต 13%

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลหลักทรัพย์จดทะเบียนใน SET จำนวน 507 หลักทรัพย์ หรือคิดเป็น 95.30% จากทั้งหมด 532 หลักทรัพย์ (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2561 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.61 พบว่า หลักทรัพย์ที่รายงานผลกำไรสุทธิมีจำนวน 412 หลักทรัพย์ คิดเป็น 81% ของหลักทรัพย์จดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด สูงกว่า 75% ของช่วงเดียวกันในปีก่อน

โดยผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2561 หลักทรัพย์จดทะเบียนมียอดขายรวม 8,620,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.82% โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 871,003 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.95% และมีกำไรสุทธิ 759,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.27% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน สำหรับดัชนีชี้วัดความสามารถทำกำไร พบว่ามีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.14% ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีก่อน แต่มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานและอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10.10% และ 8.81% ตามลำดับ

*พลังงาน-ปิโตรหนุน

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาฐานะการเงินของกิจการ ณ สิ้นไตรมาส 3/2561 พบว่าโครงสร้างเงินทุนของหลักทรัพย์จดทะเบียนยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) 1.28 เท่า เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2560 ที่ 1.15 เท่า

“ผลการดำเนินงานของหลักทรัพย์จดทะเบียนปรับดีขึ้นสอดคล้องเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง แม้ว่าราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและมีการแข่งขันทางการตลาดที่สูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงได้ดี ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะหลักทรัพย์ในกลุ่ม SET50” นายแมนพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ หมวดธุรกิจที่มีมูลค่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสูง ได้แก่ หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ หมวดธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มบริการ ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูง ซึ่งรวมถึงหมวดพาณิชย์ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดการแพทย์

*ไม่พบความผิดปกติหุ้น IPO

ทั้งนี้ยังไม่พบความผิดปกติการทุบหุ้นไอพีโอในการเข้าซื้อขายวันแรก โดยมองว่าสาเหตุที่ราคาปรับตัวลดลงตั้งแต่เข้าซื้อขาย เป็นเพราะภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยมากกว่า ส่วนประเด็นการขายหุ้นไอพีโอที่มีการตั้งราคาขายแพงเกินไปนั้นไม่ขอออกความคิดเห็น เนื่องจากมองว่าเป็นสิทธิของผู้ออกขาย ซึ่งมีตั้งเป้าหมายการระดมทุนรองรับการขยายธุรกิจไว้แล้ว โดยนักลงทุนมีสิทธิเลือกและต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการเลื่อนเข้าขายหุ้นไอพีโอ ของบริษัทที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อเตรียมขายหุ้น มองว่าบริษัทต่างๆ ที่เตรียมการไว้แล้วยังคงดำเนินต่อไป เพราะผู้ออกน่าจะมองถึงเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการใช้เงินลงทุนมากกว่า ภาวะตลาด