“AECS” ลุ้นปัจจัยบวก พยุงตลาดหุ้นไทย ช่วงปลายปี แนะสอย 4 หุ้นสัญญาณฟื้นตัว

บล.เออีซี ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย สัปดาห์นี้ คาด SET Index ผันผวนตามกรอบ สัญญาณทางเทคนิค โดยให้แนวรับ 1,645 จุด ขณะที่แนวต้าน  1,700 จุด   ระบุ นักลงทุน รอลุ้นปัจจัยบวก ที่อาจจะเข้ามาหนุนตลาด ในช่วงปลายปี เหตุจะเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอุปโภคบริโภค ขณะที่ภาคการลงทุนส่อแววฟื้นตัว กระตุ้นการเลือกตั้ง  พร้อมแนะลงทุนหุ้น STEC , BDMS , BLA , AH ที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว  

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS เปิดเผยว่าสัปดาห์นี้คาด SET Index ยังคงแกว่งตัวในกรอบ 1,645-1,700 จุด โดยแม้คาดตลาดจะผันผวนจาก Earning Season ตลอดทั้งสัปดาห์ ประกอบกับ มีปัจจัยกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่คาดว่าร่วงตามราคาน้ำมันดิบ

ทั้งนี้ แม้ว่าดัชนีหุ้นไทย จะมีการผันผวนอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ แต่ทางฝ่ายวิเคราะห์ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากยังคงมีปัจจัยหนุน อาทิ ช่วงปลายปีเป็นช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอุปโภคบริโภค ดังนั้นจึงเชื่อว่าหุ้นในกลุ่มนี้ จะสามารถเข้ามาช่วยหนุนตลาดในช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวได้  นอกจากนี้ กรณีการเลือกตั้งในปีหน้า จะเข้ามาเป็นตัวหนุนอีกหนึ่งปัจจัย ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการลงทุนทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ดังนั้นจึงแนะนำลงทุน หุ้น STEC , BDMS, BLA , AH

“ ฝ่ายวิจัย คัดเลือกหุ้น 2 กลุ่ม คือ 1) Earning Growth (หุ้นกลุ่มที่ Consensus คาดกำไรช่วง 3Q61/หรือประกาศแล้ว โต YoY, กำไรช่วง 4Q61 และปี 61-62 โต YoY) ได้แก่ STEC (S24.3,R25.5), BDMS (S24.5,25.5) 2)Q3 Bottom (หุ้นกลุ่มที่คาดกำไรช่วง 3Q61/หรือประกาศแล้วหดตัวQoQต่อเนื่องจากช่วง1Q61-2Q61 และช่วง 4Q61 คาดกำไรฟื้นตัว QoQ) ได้แก่ BLA (S32,R34), AH (S24,R25.5) ”

พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้จับตาทิศทางในต่างประเทศ โดย เฉพาะปัจจัยสำคัญได้แก่ การพูดคุยระหว่างนายโดนัลด์ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ในวันที่ 20 พ.ย.เพื่อหาทางออกร่วมกันต่อปัญหาสงครามการค้าที่เริ่มส่งผลกระทบมายังภาคเศรษฐกิจ ซึ่งหากการพูดคุยดังกล่าวไม่สร้างความคืบหน้าด้านบวก จะส่งผล ทำให้ Sentiment ในตลาดกลับมาแย่ลงอีกครั้ง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังมีทิศทางอ่อนตัว โดยแม้มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงสั้น หลังซาอุฯ ประกาศเตรียมลดกำลังการผลิตเพิ่มอีก 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่คาดไม่เพียงพอต่อที่จะหักล้างแรงกดดันจากความต้องการใช้พลังงานที่มีแนวโน้มชะลอลง จากกำลังซื้อในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า นอกจากนี้ในส่วนของอุปทานน้ำมันดิบโลกยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิต Shale oil จากสหรัฐฯ ที่ทำให้ล่าสุดสหรัฐฯ มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้เราแนะนำให้รอติดตามการประชุม OPEC ครั้งถัดไป (6 ธ.ค.) เพื่อดูมติของกลุ่มต่อความร่วมมือปรับลดกำลังการผลิต

อีกทั้ง ความเสี่ยงด้านการคลังของอิตาลี หลังคณะกรรมาธิการยุโรประบุถึงแนวโน้มการโตของ ศก. ของกลุ่มที่มีโอกาสจะชะลอตัวลง พร้อมทั้งเตือนถึงสถานการณ์ด้านการคลังของอิตาลี ที่หากยังเดินหน้าใช้งบประมาณตามร่างงบประมาณที่นำเสนอครั้งล่าสุด จะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณของอิตาลีสูงเกินระดับที่กลุ่มกำหนดไว้ที่ 3% ในปี 63

ที่มา : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด
ในนาม บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน)
รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com