APEX ปีหน้าเทิร์นอะราวน์ผนึกพันธมิตรลุยมิกซ์ยูส

ทันหุ้น – APEX  ลุ้นผลงานปี2562 เทิร์นอะราวน์  จากโครงการในมือจ่อคิวบุ๊ก เดินหน้าผุดมิกซ์ยูส 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวมราว 6.8 พันล้านบาทเปิดช่องรับทรัพย  อีกทั้งอยู่ระหว่างดีลร่วมทุนพาร์ทเนอร์ใหม่ใน-นอก หวังปั้นมิ๊กยูสเสริมแกร่ง-เพิ่มสภาพคล่อง คาดชัดเจนใน Q1/2562 แถมเร่งแก้ปัญหาเครื่องหมาย “C”

นายเอกชัย ณ ระนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกิจกรรมต่างประเทศ กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทตั้งเป้าผลงานจะพลิกกลับมาเป็นบวก เมื่อเทียบกับปี 2560 เพราะธุรกิจมียอดขายที่รอโอน (Backlog) ที่รอส่งมอบเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันบริษัทมีตัวเลข Backlog อยู่ที่กว่า 2 พันล้านบาท จากที่อยู่อาศัยในโครงการมิ๊กซ์ยูส ” เชอร์ราตัน ภูเก็ต” ฯลฯ ซึ่งเริ่มโอนได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2562

อย่างไรก็ดี ในปี2562 ทาง APEX มีแผนเปิดโครงมิกซ์ยูส (Mixed-use) ทั้งโรงแรมและคอนโดมิเนียมแบบพูลวิลล่าเพิ่มเติม จำนวน 2 โครงการ คิดเป็นมูลค่าราว 6.8 พันล้านบาท แบ่งเป็น โครงการบริเวณ หาดไม้ขาว จังหวัดกระบี่ บนเนื้อที่ 14 ไร่ มูลค่าอยู่ที่ 3.1 พันล้านบาท และอีกโครงการที่หาดยาว จังหวัดภูเก็ต บนเนื้อที่ 82 ไร่ มูลค่าอยู่ที่ 3.7 พันล้านบาท เพื่อสร้างรายรับเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันมีการจัดหาที่ดินรองรับการพัฒนาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยแหล่งเงินทุนนั้นมาจากวงเงินกู้ของสถาบันการเงิน, การเพิ่มทุน และเครื่องทางการเงินต่างๆ ฯลฯ

ล่าสุดบริษัทเปิดตัวโครงการ Club Med มูลค่าโครงการรวม 3.3 พันล้านบาท เป็นโครงการมิกซ์ยูส บนที่ดินขนาด 100 ไร่ ซึ่งจะประกอบด้วยโรงแรมจำนวน 300 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2.3 พันล้านบาท และคอนโดมิเนียมแบบพูลวิลล่าจำนวน 58 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1 พันล้านบาท และเปิดขายล่าสุดวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 คาดจะสามารถปิดการขายได้ภายใน 1 ปีจากนับจากนี้ ซึ่งเริ่มก่อสร้างในช่วงกลางปี 2562 และมีกำหนดสร้างเสร็จในช่วงไตรมาส 3/2564

ดีลร่วมทุนพาร์ทเนอร์

ขณะเดียวกันปัจจุบันทาง APEX อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับพาร์เนอร์รายใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจะพัฒนาโครงการร่วมลงทุน (Joint Venture) ในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในปีหน้า  คาดจะมีความชัดเจนในไตรมาส 1/2562 ซึ่งพาร์เนอร์จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพทั้งด้านการเงิน และการดำเนินธุรกิจเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี ล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงแรม ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างรายได้ประจำ 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการ Sheraton Phuket Grand Bay Resort and The Residences at Sheraton Phuket Grand Bay, 2.โครงการ Club Med Krabi Resort and Residences, 3.โครงการ Mix Use หาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต และ 4.โครงการ Mix Use หาดยาว จังหวัดกระบี่

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขายที่ดินบางส่วน เช่น ขายที่ดินและอาคารโรงแรม Sigma Resort หาดจอมเทียนพัทยา และขายห้องชุดโครงการ Movenpick ไวท์แซนด์บีช และบ้านพักอาศัย Pool Villa ที่เหลือบางส่วน รวมกับขายที่ดินโรงแรม Delta by Marriott (หาดไม้ขาว) ภูเก็ต เพื่อให้เสริมสภาพคล่องของธุรกิจและแก้ไขปัญหาเครื่องหมาย “C” คาดว่าจะได้ความชัดเจนในไตรมาส 4/2561 หรืออย่างช้าสุดในไตรมาส 1/2562

ส่วนแนวโน้มทิศทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมอง 4 จังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดเป้าหมายหลักที่บริษัทพัฒนาโครงการ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต มีอัตราการเติบโต 22% ต่อปี, จังหวัดกระบี่ มีอัตราการเติบโต 6% ต่อปี, พัทยา มีอัตราการเติบโต 6-7% ต่อปี และกรุงเทพ มีอัตราการเติบโต 10% ต่อปี