ตลาดหุ้นไทยกับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งหุ้นไทยมีความผันผวนอย่างมาก บางวันนักลงทุน เห็นหุ้นลงไปหลายสิบจุด ติดกันหลายวัน ตกใจรีบขายหุ้น ก็บ่นว่าแย่จัง โลกจะแตกแล้ว อีกไม่กี่วันตลาดบวกคืนสามสิบจุด ก็บ่นว่าแย่จัง ตกรถแล้ว

ความจริงประการหนึ่งก็คือ เราไม่ควรมีอารมณ์ผันผวนไปตามตลาดที่ผันผวนครับ เพราะเราอยู่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนมากเหลือเกิน มากพอที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบแปลกๆที่ตำราเศรษฐศาสตร์ในอดีตไม่เคยกล่าวไว้ สงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ การขึ้นดอกเบี้ยติดๆกันของ FED และแม้แต่ประโยคสั้นๆบนทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีสหรัฐ ก็สามารถทำให้เกิดความผันผวนทั่วโลกได้เกินคาด

ความผันผวนมีมากมาย และจะมีเข้ามาเรื่อยๆ ผมคิดว่า หัวใจการลงทุนในปลายปี 2561 และปี 62 คือต้อง “ใจเย็นๆครับ”มองไกล ใจกว้าง เรายังต้องผ่านความผันผวนและปัจจัยเสี่ยงอีกมากมาย

ปีนี้ตลาดหุ้นไทยเราเปิดมาที่1,753 จุด … สิ้นเดือนตุลาคม61 นี้ ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,669จุด แม้จะดูเหมือนลงไปเยอะจากต้นปี แต่ก็ลงไปไม่ถึง 5% และท่านเชื่อหรือไม่ว่า เราเป็นตลาดหุ้นไม่กี่แห่งในโลกที่ปรับตัวลดลงไม่ถึง 5% นะครับ เกาะกลุ่มตลาดหุ้น DM (ตลาดพัฒนาแล้ว) ซึ่งปรับตัวลดลงประมาณ 5% เช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ธรรมดาเลย ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ล้วนปรับตัวลงหนักตั้งแต่ 10-22% กันเลยทีเดียว

ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากในตลาดหุ้นไทย เริ่มรับรู้แล้วว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย …

  • ไม่ใช่ตลาด “ขาลง” (Bearish) ตลาดหมีที่ตั้งหน้าตั้งตาลงอย่างเดียว พร้อมวอลุ่มที่เหือดหาย
  • และก็ไม่ใช่ตลาด “ขาขึ้น” Bullish ที่ขึ้นชันเป็นกระทิงดุ พร้อมวอลุ่มหนักแน่นได้นาน

แต่ตลาดหุ้นไทยเรา อยู่ในสภาพ Sideway” หรือ “ออกข้าง”คือไม่ได้มีเทรนด์ขาขึ้น หรือ ขาลง ที่ชัดเจน ซึ่งเรามีปัจจัยบวกหลายอย่างที่รอในอนาคต ดังนั้น ในช่วงสั้น ถ้าดัชนีตลาดมันขึ้น เราก็ไม่ต้องตกใจ … มันลงเราก็ไม่ต้องตกใจครับ

สิ่งที่นักลงทุนแนว Fundamental วีไอ ผู้สนใจในปัจจัยพื้นฐานควรทำอาจจะไม่ใช่การจับจ้องที่ดัชนีขึ้นลงรายวัน แต่เป็นการจ้องหุ้นที่เราต้องการซื้อเพิ่ม เพื่อสะสมในระยะยาว

หุ้นบางกลุ่ม ราคาปรับขึ้นมามากแล้ว เช่น กลุ่มพลังงาน ที่อิงกับราคาน้ำมันดิบโลก ที่ปรับตัวจากราคาต่ำขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ65-70ดอลล่าร์ต่อบาร์เรลหุ้นพลังงานหุ้นปิโตรเคมีราคาก็ปรับตัวขึ้นมามาก … ความน่าสนใจก็อาจจะลดลง

แต่หุ้นบางกลุ่ม อย่างเช่นกลุ่มธนาคาร หรือกลุ่มสื่อสาร หรือค้าปลีกบางตัว ราคายังไม่ได้ปรับตัวขึ้น โดยให้ปันผล(dividend yield) ในระดับ 2-3%ขึ้นไปแม้ธุรกิจคงจะไม่กลับมาดีในเร็ววัน แต่ก็ดูน่าติดตามไม่น้อย

หน้าที่นักลงทุนอย่างเราก็คือ จ้องหุ้นที่ชอบ ที่ชอบ

มีความพร้อมเสมอ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง… เมื่อราคาลงมาแล้วมันจะ undervalue(ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง)เข้าไปอีก … แล้วเราก็ควรทยอยเก็บ

การทำเช่นนี้ พอร์ทหุ้นของเรา จะเต็มไปด้วย Good Stock และ Good Priceหรือ หุ้นดีๆ ที่ต้นทุนราคาที่ได้เปรียบ เต็มพอร์ท สะสมไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางการลงทุนอย่างไม่หักโหม

นี่คือปัจจัยสำคัญ ที่ผู้ชนะระยะยาวต้องมีครับ

โดย อธิป กีรติพิชญ์ (Facebook Fanpage : นิ้วโป้ง Fundamental VI)