เปิดขุมทรัพย์ NERชูหุ้น Growth Stock

“หากย้อนดูผลประกอบการ 2-3 ปีที่ผ่านมา  NER  โตตามกำลังการผลิตที่ขยายอยู่ตลอดเวลา  โดยอยากให้นักลงทุนดูพื้นฐานของบริษัท  ทั้งนี้มองว่าเป็นหุ้น Growth   Stock และมีอัตราปันผลที่ต่อเนื่อง  โดยตั้งเป้าปี 2562 บริษัทจะเติบโต 26% และในปี 2563 จะเติบโตขึ้น 100% จากการขยายโรงงาน

เติบโตมาจากวิถีชีวิตแบบลูกเถ้าแก่โรงยางพาราจากพื้นที่ 8 ไร่ ซึ่งเป็นทรัพย์สินดั้งเดิมของครอบครัว   เป็นการเห็นการทำงานของผู้เป็นพ่อจนหล่อหลอมและอินไปกับธุรกิจ ทำให้มองเห็นโอกาสและช่องทางการเติบโตของอาณาจักร ยาง   ทำให้เขาเริ่มเรียนรู้และรักในสิ่งที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก โดยเห็นสวนยางตั้งแต่   8 ไร่  จนปัจจุบันขยายเพิ่มขึ้นกว่า 4,000 ไร่ ส่งผลให้ “ชูวิทย์  จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ หรือ NER ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป   เกิดความมั่นใจว่าธุรกิจยางยังมีโอกาสเติบโตได้อีกไกล จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการตัดสินใจ ก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์  เพื่อการเติบโตและเห็นถึงแก่นแท้ของธุรกิจ NER

กำเนิดนอร์ทอีส

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ หรือ NER ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป  เล่าให้ฟังถึงที่มาของธุรกิจว่า   ผมเป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์โดยกำเนิด  จุดเริ่มแรกและจุดประกายให้ผมก้าวสู่ธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว  เป็นการเห็นคุณพ่อปลูกยางพาราตั้งแต่ 8 ไร่ จนขยายเติบโตเรื่อยมาจนปัจจุบันมีพื้นที่กว่า 4,000 ไร่   ทำให้ผมรู้สึกรักและผูกพันธ์กับธุรกิจของพ่อ  ซึ่งนับไปแล้วคุณพ่อผมเป็นคนอีสานคนแรกที่ปลูกยางพารา  มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปส่งยางที่จังหวัดระยอง ทำให้เห็นโรงงานของลูกค้าซึ่งใหญ่โตมาก จนอดนึกไม่ได้ว่า สักวันหนึ่งเราจะต้องมีโรงงานแบบนี้ให้ได้  ดังนั้นเมื่อกลับมาจึงคิดว่าทำอย่างไรโปรเจคที่คิดเรื่องโรงงานจะสำเร็จ

“หลังจากนั้นไม่นานได้ปรึกษาคุณพ่อว่าจะตั้งบริษัท  แต่คุณพ่อไม่เห็นด้วย  เนื่องจากมองว่าเป็นการทำใหญ่เกินตัว  แต่ด้วยผมเป็นคนดื้อ และคิดว่าต้องสานฝันให้เป็นจริง   ต่อมาเมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งช่วงปี 2549  จึงตัดสินใจตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท  เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS) และผลิตภัณฑ์จากยางพารา”

ช่วงแรกของการกระโดดเข้าสู่ธุรกิจ เจอปัญหามากมาย ช่วงนั้นราคายางตกต่ำ ณ วันนั้นราคายาง 68 บาทต่อกิโลกรัม  ซื้อมาขายของไม่ได้ เนื่องจากลูกค้ากลัวว่าสินค้าไม่มีคุณภาพ เพราะเราโนเนม ผมแก้ปัญหาโดยเดินเข้าไปหาบริษัทบริดสโตนซึ่งเป็นบริษัทของญี่ปุ่น ให้ช่วยการันตีคุณภาพยาง ช่วงนั้นเลือกบริดสโตนเนื่องจากเป็นโซนเอเชียเหมือนกัน  น่าจะง่ายกับการคุย ช่วงกลางปี 2550    บริดสโตนมาตรวจโรงงานและแนะนำให้เราปรับโรงงานให้ได้ตามมาตรฐาน   ทำให้เราได้โรงงานที่มีมาตรฐาน และถูกส่งชื่อให้กับซัพพลายเออร์ทั้งหมดของบริดสโตนว่า นอร์ทอีสฯ เป็นยางที่มีคุณภาพ  หลังจากนั้นทำให้ชื่อเสียงของนอร์ทอีสฯ ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกคนรู้จักเราผ่านบริดสโตน

จุดเปลี่ยน

ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ออร์เดอร์แรกที่ได้มีมูลค่า   10 ล้านบาท  ซึ่ง ณ เวลานั้นราคายางกิโลกรัมละ 100 บาท   เริ่มแรกธุรกิจของนอร์ทอีสฯ มีสินค้าอยู่  3 ชนิดจนถึงปัจจุบัน  โดยสินค้าที่บริษัทผลิตและจำหน่าย สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า แยกตามลักษณะสินค้า ประกอบด้วย

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS)
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางแท่ง (Standard Thai Rubber20: STR20)
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางผสม (Mixtures Rubber)

เติบโต-จุดแข็ง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นอีกครั้งหลังมีแนวคิดเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นดวง จริงๆแล้วผมต้องการแค่ที่ปรึกษาทางการเงิน และต้องการวงเงินเพิ่ม แต่ที่สุดแล้วแบงก์กรุงไทยถือเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อให้กับ NER กว่า  3,000 ล้านบาท ถือเป็นการเติมเต็มให้ผมเดินมาได้จนถึงทุกวันนี้  โดยการเข้าตลาดครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินมาขยายโรงงาน เนื่องจากมองเห็นทิศทางการเติบโต เป็นการซื้อที่เพิ่มอีก 75 ไร่ ขยายจากเดิมที่มีอยู่ โดยจะเสร็จพร้อมขายในไตรมาส 1 ปี 2563

แน่นอนว่าจุดแข็งของ NER  เรามีจุดเด่นที่แตกต่างนั่นคือ การซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้โดยส่งมอบภายใน 3-5 เดือน อีกทั้งบริษัทยังได้สิทธิ BOI อีกด้วย

“หากถามถึงความสำเร็จภาพของ NER    ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่  6-7% และเมื่อเข้าตลาด  ส่วนแบ่งการตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 10%  และเมื่อย้อนดูงบดุลที่ผ่านมากำไรของบริษัทค่อนข้างเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เกิดจากนโยบายการขายแบบแมชชิ่ง คือ ซื้อมาขายไป โดยไม่เก็งกำไร  แต่เป็นการล็อคต้นทุนไว้ล่วงหน้า  โดยส่งมอบภายใน 3-5 เดือน และที่ผ่านมาราคา 40 บาท คือราคายางที่ต่ำสุดที่ผมซื้อ  และที่ผ่านมาเคยซื้อยางในราคาสูงสุดที่ 180 บาท ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตที่ทำให้ผมขาดทุน และถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ผมไม่เคยลืม”

 เพิ่มกำลังการผลิต

นายชูวิทย์ บอกอีกว่าการทำธุรกิจของ NER จำเป็นต้องเก็บสถิติ ที่สำคัญช่วงไฮซีซั่นจะเป็นเพียงแค่วอลุ่มซึ่งไม่เกี่ยวกับการมีกำไรจากราคายาง   ดังนั้นการระดมทุนครั้งนี้ NER จะนำเงินที่ได้จากระดมทุนไปใช้ปรับปรุงเครื่องจักรยางแผ่นผสม (RSS Mixtures Rubber) ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 60,000 ตัน/ปี จากกำลังการผลิต 45,000 ตันต่อปี  ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 62 และมีแผนที่จะสร้างโรงงานใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตยางแท่ง (STR) และยางแท่งผสม (Mixtures Rubber) กำลังการผลิต 172,800 ตัน/ปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 63  ส่วนเงินระดมทุนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

 ส่งออก

“NER มียอดขายในประเทศ  60 %  และต่างประเทศ 40%  โดยต่างประเทศส่งออกจำแนกเป็น จีน 25% และ ญี่ปุ่น 15%   บริษัทมีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการจัดส่งสินค้าที่ตรงตามเวลา นอกจากนี้บริษัทมีห้องวิจัยของตนเองทำให้สามารถทำการวิเคราะห์คุณภาพก่อนการจำหน่ายได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของ NER   และที่สำคัญเราปิดจุดเสี่ยงด้วยการฟอร์เวิร์ดหรือกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 80% ของยอดขาย

“อีกทั้งบริษัทมีเป้าหมายในการเป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตยางที่มีคุณภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และภายใน 5 ปี NER จะส่งออกไปทั่วโลก  โดยเป็นผู้นำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า จนเป็นที่ยอมรับในวงการค้ายาง เป็นการยึดมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต โปร่งใส่และยุติธรรม   มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า โดยจะบอกปัญหาทุกครั้งที่เรามี เพื่อให้ลูกค้าได้แก้ไขล่วงหน้า และทั้งหลายเหล่านี้ถือเป็นหัวใจหลักของ NER เช่นกัน”

นายชูวิทย์ ทิ้งท้ายมุมมองเกี่ยวกับ  NER ว่า เป็นหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   โดยผลดำเนินงานของบริษัทในปี 2560 บริษัทมีรายได้รวม 9,819.70 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 224.12 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 3,976.51 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 166.67 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 4.19% ทั้งนี้ตั้งเป้าปี 2562 บริษัทจะเติบโต 26% และในปี 2563 จะเติบโตขึ้น 100% จากการขยายโรงงาน

“และหากย้อนดูผลประกอบการ 2-3 ปีที่ผ่านมา  NER  โตตามกำลังการผลิตที่ขยายอยู่ตลอดเวลา  โดยอยากให้นักลงทุนดูพื้นฐานของบริษัท และขอให้คิดว่าปีนี้จะได้ปันผลเท่าไร ทั้งนี้ผลตอบรับจากการโรดโชว์ 17 จังหวัดถือว่าประสบความสำเร็จ อีกทั้งการโรดโชว์ต่างประเทศผลตอบรับดีมากทำให้ได้ออเดอร์จากจีนเพิ่ม  ส่วนยอดขายไม่ต้องพูดถึง เพราะการขยายโรงงานจะผลักดันให้กำลังการผลิตเติบโตอีกเท่าตัว โดยล้อไปกับรายได้และผลกำไรที่จะไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังแน่นอน    ทั้งนี้มองว่าเป็นหุ้น Growth   Stock และมีอัตราปันผลที่ต่อเนื่อง”