บาทอ่อนหนุนส่งออกKCE-CPFพื้นฐานเด่น

ทันหุ้น – หุ้นส่งออกรับอานิสงส์บาทอ่อนค่าเกิน 33 บาท ตลอดเดือน ต.ค. อ่อนค่าแล้วราว 3% กูรูชี้เป็นปัจจัยเสริมระยะสั้น มองราคาหุ้นกลุ่มส่งออกยังปรับตัวขึ้นไม่สูงมาก แนะกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้นและระยะกลาง ยก KCE ได้ 2 เด้ง ทั้งบาทอ่อน ทองแดงลง ขณะที่พื้นฐานแกร่ง วางเป้า 50 บาท ขณะที่ CPF ได้ราคาเนื้อสัตว์กลับมาดี ราคาเหมาะสม 27.25 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทตลอดช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาอ่อนค่าลงมาแรง จาก 32.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ลงไปอ่อนค่ามากสุดที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 3.12% ก่อนที่จะมีการดีดแข็งค่าที่ 3.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐบ้างในวันสุดท้ายของเดือน

นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Derivative บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จํากัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า มีสาเหตุมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจในศักยภาพตลาดอื่นๆ เช่น ยุโรป ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องการขาดดุลงบประมาณของประเทศอิตาลี และกลุ่มตลาดเกิดใหม่ซึ่งโดนกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรสหรัฐ หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

จับตาเลือกตั้งสหรัฐ

โดยต้องติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ หากประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ตลาดน่าจะเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐาน นักลงทุนอาจหันมาลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ มากขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะเดียวกันหากประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลง ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่า ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกลยุทธ์ แนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นกลุ่มส่งออกจากปัจจัยพื้นฐานแข็งแรงเป็นหลัก ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นโมเมนตัมที่เข้ามาสนับสนุนการเติบโตของกำไรในระยะสั้นมากกว่า

โดยผลประกอบการของกลุ่มส่งออกไตรมาส 3/2561 หลายบริษัทจะออกมาค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นแม้ไม่มีปัจจัยค่าเงินบาทเข้ามาสนับสนุน ราคาหุ้นน่าจะรีบาวน์กลับมาได้ ขณะเดียวกันหากมีปัจจัยดังกล่าวเข้ามาเสริมจะทำให้การรีบราวกลับมาแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ ปัจุบันราคาหุ้นของกลุ่มส่งออกยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อภาวะตลาด ทำให้ราคาหุ้นยังไม่ตอบรับปัจจัยบวกมากนัก

KCE-CPF น่าลงทุน

อย่างไรก็ดี มองว่ายังสามารถเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มส่งออกได้ทั้งระยะกลางและระยะสั้น เช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรไตรมาส 3/2561 ที่ 637 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4% เป็นครั้งแรกในปี 2561 และ 23%% จากไตรมาสก่อนหน้า ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ 29.8% โดยยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 47.00 บาท

และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF คาดว่าจะมีกำไรไตรมาส 3/2561 อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท โต 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 27% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น และคาดว่าจะมีแนวโน้มดีต่อเนื่องไปถึงปี 2562 จากราคาเนื้อในประเทศที่ดีขึ้น โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคา 27.25 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุถึง KCE ว่า คาดค่าเงินบาทในไตรมาส 3/2561 ที่อ่อนค่าลงกว่าครึ่งปีแรกและราคาทองแดงที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี จะผลักกำไรให้เติบโต 28% แบบจากไตรมาสก่อนหน้า และ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนจะลดลงจากค่าเงินที่อ่อนลงตลอดไตรมาส และราคาทองแดงที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี

ขณะเดียวกันฝ่ายวิเคราะห์มองว่า KCE ยังมีจุดแข็งอยู่คือปริมาณคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐที่ KCE สามารถใช้โอกาสได้รับออร์เดอร์แทนจีนจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

ฝ่ายวิเคราะห์จึงมองว่าปี 2561 ยังสามารถเติบโตได้ราว 10% ตามที่ผู้บริหารประเมิน แม้ว่าอุปสงค์ของ PCB Auto จะดูชะลอตัวลงตามที่ผู้บริหารให้ความเห็นไว้ก็ตาม นอกจากนี้สินค้าที่ผลิตในไลน์ของ HDI จะมี Scrap อยู่มาก

ทว่า KCE ก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้สูงขึ้นเพื่อชดเชย  อีกทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำด้านอิเล็คทรอนิคส์ให้ไหลมาทาง KCE America มากขึ้น

ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาทองแดงในไตรมาส 3/2561 ที่ต่ำมาก จะยังคงอยู่ในโซนที่ต่ำอยู่ต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้ จากอุปสงค์ของภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลงของจีน

อย่างไรก็ดี มองว่าค่าเงินบาทที่อ่อนลงในไตรมาส 3/2561 จะผันผวนขึ้นในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐขยับเกิน 3% แบบถาวร จากที่ยกเลิกการให้ความสำคัญ Neutral Rate หรืออัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ, วิกฤตตลาดเกิดใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และการเลือกตั้งใหญ่ในประเทศไทย โดยให้คำแนะนำ ‘ซื้อ’ ด้วยราคาเป้าหมาย 50 บาท