อะไรจะเกิดขึ้น? หลัง MINTเทคฯ NH HOTEL

ปฎิบัติการโตทะยาน ของ “บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)” หรือ “MINT” หลังเป็นผู้เทคโอเวอร์ยักษ์ “NH HOTEL” ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมกว่า 382 โรงแรม ทั้งในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา และรวมไปถึงทวีปแอฟริกา

MINT ใช้เงินเบ็ดเสร็จในการเทคโอเวอร์เพื่อถือครองหุ้นสัดส่วน 94.1% ด้วยจำนวนเงิน 8.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้ทั้งหมด ทั้งๆ ที่ MINT มีสินทรัพย์ในปี 2560 เพียง 118,443.55 ล้านบาท โดยเป็นส่วนทุนราว 4.7 หมื่นล้านบาท

ซึ่งนั้นทำให้ก่อนหน้าใครหลายคนอิมเมจจิ้นว่า MINT จะต้องเผชิญกับหนี้ที่สูงมหาศาลกับปฏิบัติการเล่นใหญ่ครั้งนี้ หลายฝ่ายออกมาตะโกนว่าหนี้ของ MINT จะทะยานเกินกว่าเกณฑ์ของเจ้าหนี้ที่ให้ไว้ว่าหนี้สินต่อทุนจะต้องไม่เกิน 1.75 เท่า

ทั้งๆที่ความเป็นจริง ผู้บริหาร MINT ได้ยืนยันชัดเจนกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทมีวิธีการที่จะตีมูลค่าสินทรัพย์ NH HOTEL ใหม่ และรวมงบ NH เข้ามาในงบการเงิน  MINT ในไตรมาส 4 เพียงแค่นี้ หนี้สินต่อทุนก็จะลดลงมาเหลือ 1.70 เท่าทันที

ถ้าลองพิจารณาดูเกมของ MINT ที่ผ่านมา จะพบว่า MINT มีความเชี่ยวชาญในการด้านการส่องโรงแรม และการกำหนดราคาซื้อโรงแรมมาก แทบจะทุกครั้งเมื่อได้โรงแรมมา MINT จะสามารถตีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่ม และได้กำไรทางบัญชีจากการซื้อโรงแรมนั้น

เช่นเดียวกันกับครั้งนี้ที่ MINT ใช้เงินซื้อหุ้นละ 6.30 ยูโร และอาจจะมีการจีมูลใหม่เป็นหุ้นละ 7.10 ยูโร ทำให้นักวิเคราะห์ ได้กลับมาเชื่อมั่น MINT เพิ่มเติม

บล.กสิกรไทย มองว่า  ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มทุนก็ได้คลี่คลายลงไปมากแล้ว เพราะเราประเมินว่า MINT จะได้กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่า NH HOTEL มากถึง 9.8 พันล้านบาท

นั้นเพียงพอที่จะทำให้หนี้สินต่อทุนของ MINT ลดลงจาก 1.9 เท่า เป็น 1.7 เท่า

ที่น่าสนใจก็คือกำไรในไตรมาส 4/2561 ของ MINT จะกระโดดอย่างแรงเพราะจะมีการการรับรู้กำไรพิเศษ 9.8 พันล้านบาท นี่ยังไม่รวมกับกำไรจากการดำเนินงาน

เมื่อเทียบกับกำไรไตรมาส 4/2560 ที่มีกำไรอยู่ที่ 1,611 ล้านบาท และทั้งปีอยู่ที่ 5,415 ล้านบาท นั้นหมายความกำไรของ MINT จะกระโดดทำสถิติสูงสุดในปีนี้

ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายจริงอยู่ที่ MINT จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2,260 ล้านบาท แต่ส่วนแบ่งกำไรสุทธิของ NH HOTEL ที่ได้มาจะสูงราว 3,780 ล้านบาท ในปี 2562 และ 4,360 ล้านบาทในปี 2563 เกินดอกเบี้ยจ่ายเยอะ

นั้นทำให้มุมมองลบ พลิกเป็นบวกทันที นี่ยังไม่รวมเกมการเงินอื่นๆ ที่จะทำให้นี้สินต่อทุนลดลงมาเหลือ 1.3 เท่า ตามเป้าหมายของ MINT ในปีหน้า

ทั้งนี้หลังจาก MINT สยายปีกธุรกิจโรงแรมจากการเข้าซื้อ NH Hotel จำนวนโรงแรมของ MINT กระโดดขึ้นเป็น 546 ทันที และมีโอกาสที่จะทำให้สัดส่วนจากธุรกิจโรงแรมที่มีสัดส่วนรายได้อยู่ 55% กระโดดขึ้นเป็น 70% ทันที ขณะที่จำนวนห้องจาก 7,088 ห้องก็จะกระโดดขึ้นเป็น 51,676 ห้อง เรียกง่ายๆ มีห้องเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าเลยที่เดียว

แต่ด้วยความที่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน (ADR) ของ NH HOTEL เฉลี่ย 4,112 บาท ต่ำกว่าของ MINT ที่ระดับ 6,614 บาท ราว 35.2%

ดังนั้น บล.กสิกรไทยจึงมองว่า อัตรารายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) จะลดลงเหลือ 3,143 ในปี 2562 และเป็น 3,239 บาท ในปี 2563 บนสมมุติฐานว่าจะมีการอัตราการเข้าพัก (OCC) ในปี 2562-2563 เพิ่มขึ้นเป็น 71.9% และ 72.3%

แนะนำ “ซื้อ ” MINT ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 40.90 บาทเป็น 42.50 บาท เนื่องจากเราได้ 1) ปรับเพิ่มประมาณกการณ์กำไรปี 2561-63 ขึ้นเป็น 164.6%/ 9.5% / 11% จากการควบรวมกิจการของ NH Hotel  2) ปรับลดตัวคูณ PER (derate) ลงจาก 25 เท่าเป็ น 21.7 เท่า จากการประเมินอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE) ที่ลดลง หลังจากทำการปรับมูลค่า NHH ของ MINT และ 3) ปรับปีฐานราคาเป้าหมายไปเป็นสิ้นปี2562 ทั้งนี้ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มทุนก็ได้คลี่คลายลงไปมากแล้ว 4) คาดว่าการปรับมูลค่ำ NHH จะทำให้ ROE ปี 2561/62 ลดลงจาก 12.2%/12.8% เป็น 9.9%/ 11.1%