แจงปมเขย่าเก้าอี้…ภัทธีรายันบริสุทธิ์

งานเข้า! “ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และ กรรมการ ก.ล.ต. หลังถูก “ชญานี โปขันเงิน” ผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ส่งเอกสารร้องเรียนไปยัง คณะกรรมการ ก.ล.ต. และ เลขาธิการ ก.ล.ต. แถมสำเนา ถึง รองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง

ด้วยวัตถุประสงค์ต้องการให้พิจารณาความเหมาะสมของ “ภัทธีรา” ในการดำรงตำแหน่งต่างๆ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย

 

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ
ชญานี โปขันเงิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอกสารดังกล่าวยก 4 เหตุผลเขย่าเก้าอี้ ประกอบด้วย

1.การที่บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ต้นสังกัด ที่นางภัทธีราเป็นผู้บริหารสูงสุด ได้ถูกลงโทษจากการกระทำที่ผิดเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีให้นักลงทุนต่างประเทศทำการขายหลักทรัพย์ โดยไม่มีหลักทรัพย์ในครอบครอง (naked short) ทั้งๆที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ผ่านออกเกณฑ์เอง

  1. การที่ นางภัทธีรา ให้สมาชิกลงมติ มอบเงินค่าธรรมเนียมส่วนเกินจากเพดานสูงสุดที่สำนักงาน ก.ล.ต เรียกรับ แก่สมาคมฯ เพื่อพัฒนานักลงทุนและบุคคลากรในตลาดทุน โดยได้เงินจำนวน 60-70 ล้านบาท แต่กลับใช้จ่ายปีละ 4-5 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือไม่สามารถตรวจสอบได้

3.โครงสร้างคณะกรรมการทั้ง ตลท. ก.ล.ต. ที่ให้ นางภัทธีรา ซึ่งมาจากบริษัทหลักทรัพย์ ดำรงตำแหน่งกรรมการ รวมถึงการเป็นประธานกรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจจะไม่มีความเป็นกลาง โดยเฉพาะการเลือก ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์

  1. นางภัทธีรา มีทายาทเป็นเจ้าหน้าที่ของ สำนักงาน ก.ล.ต.

ล่าสุด “นางภัทธีรา” ได้ชี้แจงกับ “ทีมงานทันหุ้น” ว่า ไม่เข้าใจว่าจะมีการโจมตีเพื่ออะไร และเรื่องดังกล่าวสามารถอธิบายได้ทั้งหมด

โดยประเด็นแรก การที่ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ต้นสังกัดลงโทษจากการกระทำที่ผิดเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณี naked short นั้น ได้ถูกสั่งปรับไปแล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายดำเนินการส่งเข้ามาให้บอร์ด ตลท. พิจารณา คณะกรรมการไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งเรื่อง และบอร์ดก็เห็นสมควรกับกรณีห้ามทำ naked short เพราะเป็นการปกป้องนักลงทุน  ซึ่งก็มีบทลงโทษผู้กระทำผิด และ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ก็ได้มีการจ่ายค่าปรับแล้ว ไม่ได้มีการยกเว้นแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 2 เงินสมาคม ที่พัฒนานักลงทุนและบุคคลากรนั้น เป็นความตั้งใจดี และในการใช้เงินต่างๆ มีกระบวนการที่รัดกุม ต้องให้สมาชิกอนุมัติในการใช้ ซึ่งการจัดงานอบรม พัฒนางานอุตสาหกรรม การศึกษาต่างๆ ใช้เงินส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือก็ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งสมาคมมีกฎระเบียบใช้จ่ายชัดเจน และสมาชิกต่างก็รับทราบ

ประเด็นที่ 3 กรณีที่มีการมองว่าจะไม่มีความเป็นกลางนั้น ชี้แจงว่า การพิจารณาเรื่องทุกเรื่องในฐานกรรมการ ก.ล.ต. นั้น แม้ตนจะอยู่ในคณะกรรมการ แต่ถ้ามีการทับซ้อนกันก็จะต้องอออกจากห้องไม่สามารถลงเสียงได้ เช่นเดียวกับการเป็นบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ ถ้ามีเรื่องอะไรที่ทับซ้อนก็จะไม่มีส่วนร่วม ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ประเด็นที่ 4 การที่มีทายาทเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ล.ต. นั้น มองว่าโจมตีมากเกินไป เนื่องจากทุกขั้นตอนของการทำงานของทางยาทนั้นมีการดำเนินการ สมัครเอง ทำตามขั้นตอนเองทั้งหมด

“ทุกอย่างสามารถตอบได้ เพราะทุกอย่างมีกระบวนการ ถ้าทำอะไรไม่เหมาะสม องค์กรไม่เก็บไว้ หรือแม้กระทั่งสมาชิกต่างก็ไม่เก็บ ไม่ให้อยู่ อยู่แล้ว ในการดำรงตำแหน่งต่างๆ ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก เลือกตั้ง มีกระบวนการ ขณะที่ทำงานด้วยความตั้งใจ สมาชิกทราบดี”

ทั้งนี้จากการฟังเสียงประเด็นเรื่องดังกล่าวกับโบรกเกอร์อื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่กรณี ต่างมองว่า นางภัทธีรา ยังมีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

โดยแหล่งข่าวรายหนึ่ง ระบุว่า  ลูกสาวของคุณภัทธีรา ที่ทำงานอยู่ ก.ล.ต. นั้น ไม่ได้มีการฝาก ขณะที่ความกังวลด้านการสรรหาผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์นั้นไม่ต้องห่วง เพราะถ้าจะถูกแทรงแซงน่าจะมาจากการเมืองมากกว่า  ส่วนเงินที่ใช้ในการพัฒนานักลงทุนและบุคคลากรในตลาดทุนก็ใช้จริง และไม่ได้เป็นจำนวนที่เยอะ ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ถ้าใช้เยอะเกินไปถึงจะเรื่องผิดปกติ