DELTAซุ่มซื้อโรงงานใหม่เสริมฐานผลิต-รับออเดอร์

ทันหุ้น – DELTA ซื้อโรงงานใหม่ในประเทศเสริมแกร่งฐานผลิต คาดเห็นความชัดเจนไตรมาส 1/2562 หวังดันยอดขายปี 2562 เติบโตไม่น้อยกว่า 20% ส่วนผลงานไตรมาส 4/2561 คาดยอดขายโตตามอุตสาหกรรมเล็งรับออเดอร์ล็อตใหม่จากจีนและสหรัฐ ด้านโบรกคาดกำไรปกติไตรมาส 3/2561 ทะยาน 1.47 พันล้านบาท โต 13.6% เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคา 74.50 บาท

แหล่งข่าววงการอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ได้มีการลงทุนซื้อโรงงานใหม่ในประเทศเพิ่มเติม ซึ่งเดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็น Warehouse เก่า ขณะที่มูลค่าการลงทุนยังไม่ขอระบุรายละเอียดเนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดงบประมาณรองรับการลงทุน เบื้องต้นบริษัทอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่ใหม่เพื่อให้รองรับกับการเป็นคลังเก็บสินค้า และอีกส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการติดตั้งเครื่องจักร

อย่างไรก็ดีคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้ภายในไตรมาส 1/2562 เป็นต้นไป เพื่อรองรับการขยายตลาดใหม่ของบริษัท เบื้องต้นคาดการณ์ยอดขายในปี 2562 จะเติบโตไม่น้อยกว่า 20% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

*จ่อรับออเดอร์ลูกค้าใหม่

นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ DELTA เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมในไตรมาส 4/2561 ยังมีทิศทางการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสได้รับออเดอร์จากลูกค้ารายใหม่เข้ามาบ้างแล้วในบางส่วน และจะเห็นภาพที่ชัดเจนในปี 2562

ทั้งนี้ จากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน มองว่ายังส่งผลบวกให้บริษัทมีโอกาสเข้าไปเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คอยซัพพอร์ตอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มเติม แม้ว่าในระยะแรกมูลค่าอาจไม่สูงมากนัก แต่ก็ช่วยให้บริษัทได้รับคำสั่งใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตให้ยอดขายได้มากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดีปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำแผนดำเนินธุรกิจในปี 2562 คาดว่าไม่เกินปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

*โค้ง 3 กำไรโต 13.6%

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 3/2561 จะอยู่ที่ 1.47 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 3.2% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน กำไรที่ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้าหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น กำไรที่ดีเล็กน้อยเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนหนุนจากยอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโต

อีกทั้งคาดรายได้หลักอยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 12.7% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนหนุนจากรายได้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ 415 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 14.1% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน) และค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ เฉลี่ยที่ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 3.3% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 1.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีกับปีก่อน)

*ผลงานปีหน้าโตสดใส

นอกจากนี้ คาดอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.4% (เพิ่มขึ้น 142 bps จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 212 bps เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน) ตามค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ที่อ่อนค่าและหมดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่คาดค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยู่ในระดับปกติ หากกำไรออกมาตามคาด กำไร 9 เดือนแรกของปี 2561 คิดเป็น 71% ของประมาณการทั้งปี 2561 สำหรับไตรมาส 4/2561 กำไรปกติมีแนวโน้มทรงตัวจากไตรมาสก่อน แม้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ค่าเงินบาท/ดอลลาร์ กลับมาแข็งค่าเล็กน้อย ทำให้ประมาณการอาจมี Downside ราว 2-3%

ขณะเดียวกันทางฝ่ายคาดกำไรปกติปี 2562 ที่ 6.0 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10.4% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน) จากยอดขายที่เริ่มได้เก็บเกี่ยวผลของการลงทุน R&D ก่อนหน้า และอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวจากฐานต่ำ แต่ความเสี่ยงต่อประมาณการเริ่มสูงขึ้น จากปัจจัย 1.ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ที่กลับมาแข็งค่าจากระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เป็น 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือนตุลาคม เทียบกับสมมติฐานทั้งปี 2562 ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยทุกๆเงินบาทที่เปลี่ยนแปลง 1% จากกรณีฐาน ส่งผลต่อกำไรปกติราว 1.1% หรือ 70 ล้านบาท ในปี 2562

*ชูเป้าหมาย 74.50 บาท

และ 2.ลูกค้าส่งสัญญาณชะลอคำสั่งซื้อบางส่วนเพื่อประเมินผลกระทบต่อนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ เช่น การขึ้นกำแพงภาษีในสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและรถยนต์ หรือ การเข้าทำข้อตกลงทางการค้า สหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก USMCA (แทน NAFTA เดิม) ที่สนับสนุนการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งจากปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมาส่งผลให้ทางฝ่ายยังคงประมาณการและมูลค่าเหมาะสม ณ สิ้นปี 2562 ที่ 74.50 บาทต่อหุ้น อิง PER62 ที่ 15.5 เท่า (เท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี)

สำหรับการประกาศคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดโดยสมัครใจจาก DELTA Taiwan (ถือ 20.9%) ยังอยู่ในขั้นตอนการขอความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ (Anti-trust law) และยังไม่มีการยื่นคำขออย่างเป็นทางการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้หุ้น Overhang จากราคา Tender คิดเป็น Upside เพียง 4.4% แต่ช่วยจำกัด Downside เช่นกัน