ถล่มหุ้นไทยวูบแรง35จุดปลอบใจ1805จุดได้เห็น

ทันหุ้น—หุ้นไทยถูกกระหน่ำร่วงแรง 35 จุด ปัจจัยลบต่างชาติคลุม ด้านบล.กสิกรไทย ชี้ต่ำกว่า 1640 จุด เป็นจังหวะเก็บ เชื่อต่างชาติหมดแรงขาย แจงเหตุผลที่สถานการณ์จะเริ่มฟื้น ดันหุ้นไทยกลับไป 1,805 จุดสิ้นปีได้ กูรูชี้หุ้นน่าเก็บเกลื่อนตลาด กลุ่มแบงก์มาเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการซื้อขายในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวานนี้ (24 ต.ค.) มีแรงเทขายลงมาอย่างหนักโดยลดลงต่ำสุดที่ 39.74 จุด ก่อนที่จะปิดปรับตัวขึ้นที่ระดับ 1623.37 จุด ลดลง 35 จุด หรือ 2.12% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิอีก 3,975 ล้านบาท ต.ค.เดือนเดียวขายสุทธิ 5.37 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 2.62 แสนล้านบาท

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่าตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นไปตามตลาดหุ้นภูมิภาค จากปัจจัยต่างประเทศ โดยคาดว่าระดับหุ้นที่ที่ต่ำกว่า 1,640 จุด นับเป็นจุดเหมาะสมที่เข้าลงทุนได้ และมองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้จะเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่ระดับ 1,805 จุด

โดยปัจจัยลบมีโอกาสเริ่มผ่อนคลายในเดือนพฤศจิกายน 2561 เนื่องจาก ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดลง จากราคาน้ำมันที่ลดลงกว่า 9% ซึ่งจะส่งผลให้การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อช่วงพ.ย.ลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ปกป้องซาอุดิอาระเบีย กรณีการหายตัวไปของ จาซอคกี ซึ่งทำให้ซาอุดิอาระเบีย น่าจะตอบสนองด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันตามที่เรียกร้องอีกราว 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 10-11 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ส่วนถ้อยแถลงของประธานเฟด ในวันที่ 9 พ.ค. 2561จะลดโทนการเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลังถูกประธานาธิบดีทรัมป์โจมตีหลายครั้ง ส่วนประเด็นเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐมีโอกาสที่จะเกิดการเจรจาหลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยล่าสุดทั้ง 2 ผู้นำจะมีการประชุมนอกรอบก่อนจะถึงการประชุม G20 ในวันที่ 30 พ.ย.

ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียมองว่าเป็นเกมส์การเมืองเรียกคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเท่านั้น อีกทั้งประเด็นเกี่ยวกับการ BREXIT คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในเดือน พฤศจิกายน ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการจัดทำร่างงบประมาณขาดดุลงบประมาณจำนวนมากของอิตาลี น่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยมองว่าช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัว 4.2% จากครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 4.8% และมองว่าปลายปีภาครัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนก็จะดีขึ้นตามการเร่งผลักดันการลงทุนภาครัฐในโครงการนำร่อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามยิน ที่จะมีการยื่นซองประมูลพ.ย.2561 ซึ่งจะสร้างแรงกระตุ้นให้ภาคเอกชนกล้าลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น

พร้อมกันนี้คาดว่าจะมีพิธีบรมราชาภิเษกก่อนการเลือกตั้งในในช่วง 24 ก.พ. 2562 หรืออย่างช้าในช่วงต้นเดือนมี.ค. 2562 โดยคาดว่ารัฐบาลจะให้พรรคการเมืองเริ่มการหาเสียงในช่วงเดือนธันวาคม และใช้ระยะเวลาราว 70วันก่อนการเลือกตั้ง

สำหรับเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องโดยปัจจุบันไหลออกแล้วกว่า 2.5 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะลดลง เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติลดลงมาเหลืออยู่ที่ 30.7% ใกล้เคียงจุดต่ำสุดในรอบ 14ปีที่ 30.6%

ส่วนเดือน ธ.ค.คาดจะมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน LTF กว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยยอดซื้อตั้งแต่ม.ค.-ก.ค.เข้ามาแล้ว 2.6 หมื่นล้านบาท ส่วนกรณี LTF จะหมดอายุมาตรการลดหย่อนภาษี คาดว่าไม่มีผลกระทบต่อตลาดทุนมากนัก เนื่องจากมั่นใจมีกองใหม่ทดแทนโดยมีเงื่อนไขการถือครองเพื่อลดหย่อนภาษีลดลง ลงทุนขั้นต่ำลดลง เพื่อเข้าถึงได้ทุกระดับลดการเลื่อมล้ำทางสังคม แต่หากการยกเลิกลดหย่อนภาษี LTF เกิดขึ้นโดยไม่มีกองทุนใหม่มาทดแทน จะส่งผลให้เม็ดเงินในแต่ละปีหายไป 6 หมื่นล้านบาท

สำหรับการลงทุนช่วงนี้แนะนำให้เข้าหุ้นกลุ่มธนาคารเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีราคาถูก และมีแนวโน้มด้านการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น และการจัดการหนี้ NPL จนเริ่มลดลง ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ไม่ได้แย่กว่าที่คาด โดยให้สะสมหุ้น BBL KTB และ TISCO

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำซื้อเก็งกำไร หุ้นกลุ่มธนาคาร โดยให้น้ำหนักการลงทุน “Overweight” ทั้งนี้มองว่า หุ้นแบงก์ใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรวม และมีอัตราการจ่ายปันผล สูง ได้แก่ KBANK, SCB, KTB, BBL, KKP, TISCO นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้น CK เนื่องจากมีโอกาสได้งานค่อนข้างสูง จากการทยอยเปิดประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ ส่วนหุ้นที่น่าจับตาโดยอิงจากผลประกอบการณ์ H2/61ที่มี แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ ANAN, ORI, SC, KCE, CPF, SVI สำหรับหุ้น ในตลาด-mai ยังคงแนะนำ XO, CHAYO, TACC, SSP, AUCT

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS แนะนำเลือกหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุน ที่มีสัญญาณซื้อทางเทคนิคโดยแบ่งออกเป็น 2 กลยุทธ์ในเชิงเทคนิคคัล กลุ่ม Aggressive: หุ้นที่อยู่ในกรอบขาขึ้น แต่มีการพักตัว ได้แก่ กลุ่มสาธารณูปโภค (TTW), กลุ่มนิคม (WHA), กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (STEC),กลุ่มโรงไฟฟ้า (WHAUP) และ 2. กลุ่ม Defensive: หุ้นทางต่ำที่รอเริ่ม Cycle รอบใหม่ ได้แก่ กลุ่มสาธารณูปโภค (EASTW), กลุ่มโรงพยาบาล (THG), กลุ่มอาหาร (HTC), กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (EPG), กลุ่มนิคม (ROJNA) หุ้นกลุ่มน้ำตาล (Trading) เลือก BRR, KSL