ปริศนา “OSP ต่ำจอง” พุ่งเป้าโม่งบิ๊กล็อต25บ.

ทันหุ้น – ไขปริศนา “โอสถสภา” (OSP) ถูกกระหน่ำขายวูบต่ำจอง แถมปิดราคาต่ำสุด 23.70 บาท พุ่งเป้า “บิ๊กล็อต” 135 ล้านหุ้น ของ “นิติ โอสถานุเคราะห์” ที่ราคา 25 บาท ทำพิษ ด้านโบรกยังเชียร์ชี้เป็นโอกาสเข้าลงทุน เคาะเป้า 28.50 บาท แต่รับกำไรปี 2561 อ่อนตัวกว่าปีก่อน หลังต้นทุนผลิตสูง ส่วนแผนลดต้นทุน คาดเห็นผลในปีหน้าดันกำไรเติบโตสองหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (22 ต.ค. 2561) ราคาหุ้นของ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ปิดตลาดที่ระดับ 23.70 บาท ลดลง 6.14 % หรือ 1.55 บาท ต่ำกว่าราคาจองที่ 25 บาทเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาด 17 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระหว่างวันทำจุดสูงสุดที่ 25.75 บาท แต่ปิดในราคาต่ำสุดที่ระดับ 23.70 บาท มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 3 พันล้านบาท

แหล่งข่าววงการการเงินวิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่การร่วงต่ำอย่างหนักของ OSP มีสาเหตุหลักมาจากการขายของกลุ่มที่ซื้อบิ๊กล็อตจาก “นายนิติ โอสถานุเคราะห์” ที่ขายไปจำนวน 135.17 ล้านหุ้น ที่ราคาจอง 25 บาท รวมมูลค่า 3,379.21 ล้านบาท ในวันแรกที่เข้าตลาด ซึ่งจำนวนหุ้นที่นายนิติขายออกไปดังกล่าวคิดเป็น 4.5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ทำให้นายนิติ เหลือถือหุ้น OSP 16.28%

“คือจำนวนที่ขายออกไปคิดเป็นมูลค่าค่อนข้างสูง ซึ่งก่อนหน้าที่หุ้นจะร่วงลงวันนี้ OSP มีราคาจองมาโดยตลอด คาดว่ากลุ่มดังกล่าวจะมีกำไร ไม่ได้ขาดทุน แม้จะซื้อไปในราคาจองก็ตาม ประกอบกับ วันนี้สภาพตลาดหุ้นไม่ดีก็เลยมีการเทขายกระหน่ำออกมาเพื่อป้องกันการขาดทุน” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า ในการลงทุนหุ้น IPO มีบิ๊กล็อตในวันแรกๆ ราคาต่ำกว่าตลาดนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการระมัดระวัง เนื่องจากผู้ทีได้ราคาต่ำมักได้เปรียบในการขายทำกำไรหุ้น และต้องใช้เวลารออีกซักพักหนึ่งกว่าราคาหุ้นจะฟื้นตัวตามพื้นฐาน ขณะที่ OSP ก็มีประเด็นเรื่องของมาร์จิ้นในขณะนี้ที่ลดลง รวมไปถึงต้องมีการลงทุนพอสมควร แต่เชื่อว่าหลังพ้นระยะห้ามผู้บริหารขายหุ้น (ไซเรนท์พีเรียด) ราคาน่าจะกลับมาดีขึ้นเนื่องจากเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินดี

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มองว่าราคาหุ้นของ OSP ที่ปรับตัวลงแรง เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นเคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 30 บาท ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นจุดที่สามารถทำกำไร จึงมีแรงขายออกมาค่อนข้างมาก รวมถึงสตอรี่ของบริษัทไม่ได้โดดเด่นมากนัก โดยการปรับลงของราคาหุ้นมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน ซึ่งยังมี upside จากราคาเป้าหมายที่ 28.50 บาท

ทั้งนี้ ประเมินว่าปี 2561 กำไรต่อหุ้น (Earning per Share) จะอ่อนตัวลงจากปีก่อน จากปัจจัยด้านต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงคุณภาพการผลิต คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในปีหน้า อย่างไรก็ดี บริษัทยังครองส่วนแบ่งทางการตลาดของกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศได้มากที่สุด ประกอบกับแบรนด์เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกับผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2561-2563 ซึ่งจะช่วยรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศได้ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

สำหรับแนวโน้มการเติบโตในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ) ยังโดดเด่น เนื่องจากบริษัทครองส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศเมียนมาและสปป.ลาวสูงที่สุด ซึ่งตลาดเหล่านี้ยังมีภาพรวมการเติบโตที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันคาดว่ากำไรในปี 2562-2563 จะเติบโตเลขสองหลัก จากรายได้ที่เติบโตขึ้นและอัตรากำไรทีดีขึ้นจากการประหยัดด้านต้นทุน

“ปี 2561 เป็นปีที่ยากลำบากของ OSP โดย EPS น่าจะอ่อนตัวลงจากปี 2560 จากต้นทุนการผลิตสูง ในขณะเดียวกันก็คาดว่ากำไรในปี 2562 โดยการเติบโตในประเทศไม่ได้โดดเด่นเท่าต่างประเทศ การที่จะผลักดันให้ในประเทศเติบโตนั้น มองว่าบริษัทอาจจะมีการลงทุนเพิ่มเติม เช่น ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ โรงงานใหม่ เป็นต้น” นายประกิต กล่าว

โดยประเมินว่าบริษัทยังมี upside เนื่องจากคาดว่าจะมีเงินสดส่วนเกินในปี 2561-2563 ส่งผลให้มีความสามารถลงทุนโครงการใหม่ๆ ได้ในอนาคต โดยแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2562 ที่ 28.50 บาท