งบฯกลุ่มแบงก์ออกมาดีกว่าที่คาด..ราคาที่ลดลงตามภาพรวมของตลาด..จึงน่าสนใจ

ตลาดหุ้นไทยยังคงวนเวียน มึนงง สับสน กังวลจากความผันผวนของดัชนีที่มีแต่ทรุดย่อถอยลง โดยปัจจัยภายนอกยังเป็นตัวแปรสำคัญกดดัน บรรยากาศการลงทุนให้ดูไม่สดใส ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า เงินไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ต่อเนื่อง ล่าสุดความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย หลังนายทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯประกาศจะสั่งให้สหรัฐถอนตัวออกจากสนธิสัญญานิวเคลียร์ที่เคยทำไว้กับรัสเซียเมื่อช่วงสงครามเย็น สร้างความตรึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ต่อจากประเด็นความขัดแย้งกับซาอุฯ เรื่องนักข่าวชาวซาอุฯที่เสียชีวิตที่ตุรกีเมื่อสัปดาห์ก่อน จึงส่งผลให้นักลงทุนเกิดการชะลอ พักการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนเหล่านี้เสียก่อน

สำหรับปัจจัยในประเทศ จากผลประกอบการของกลุ่มธนาคารไตรมาส 3/61 ที่ออกมา อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 2.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2561 กลุ่มธนาคาร สามารถทำกำไรรวมกันอยู่ที่ 1.61 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในภาพรวมของผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมานั้นดีกว่าที่คาดกันเอาไว้ ที่มาจากการแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น การเติบโตของสินเชื่อ ตลอดจนแนวโน้มการตั้งสำรองหนี้ที่ลดลงเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการให้ออกมาดี

โดยในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ยังคงได้รับความสนใจ จากนักวิเคราะห์ อาทิ BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ ที่ผลประกอบการยังเติบโตต่อเนื่องโดยรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิ 9,029 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 27,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเติบโตโดดเด่นจากแนวโน้มสินเชื่อภาคธุรกิจที่ขยายตัวขึ้นตามแผนการลงทุนภาคเอกชน ซึ่ง BBL มีพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมจากการยกเลิกการเก็บจากการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล จะถูกชดเชย ด้วยค่าธรรมเนียมจากความร่วมมือในการเป็นช่องทางขายผลิตภัณฑ์ของ AIA ที่จะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น และที่สำคัญปัจจัยกดดันเรื่องการตั้งสำรองหนี้ฯ จะลดลงจากคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น

KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิ 9,744 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.85% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 31,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่เกิดจากธนาคารมีการตั้งสำรองหนี้ฯลดลงกว่า 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจากยอดปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิ 10,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 32,984 ล้านบาท ลดลง 2.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การเติบโตของรายได้ยังคงดีอยู่ แม้ว่าจะได้มีการยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังคงอยู่ในระดับสูง จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ และการขยายฐานลูกค้าบนระบบดิจิทัลตามยุทธศาสตร์ของธนาคารภายใต้โครงการ SCB Transformation ซึ่งน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปีนี้ อย่างไรก็ตาม SCB ยังเป็นธนาคารที่มีผลกำไรสูงที่สุดทั้งรายไตรมาส และ งวด 9 เดือนที่ผ่านมา

KTB หรือ ธนาคารกรุงไทย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิ 7,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 22,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากยอดการปล่อยสินเชื่อจากภาครัฐและรายย่อยที่เติบโตขึ้น และธนาคารได้มีการตั้งสำรองหนี้ฯลดลงอีก 38.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นสัญญาณที่ดีต่อผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ยังจะมีการบันทึกกลับสำรองหนี้ฯเป็นกำไรพิเศษ จากกรณีที่ AQ ลูกหนี้รายใหญ่ได้มีการขายที่ดินที่เป็นหลักประกันไว้กับธนาคารในราคา 8 พันกว่าล้านบาท ตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ชำระหนี้ให้กับ ธนาคารกรุงไทย ก็จะทำให้ผลการดำเนินงานของ KTB เติบโตขึ้นอีกหลังจากนี้

โดยสรุป ผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมา มีทิศทางที่สดใส จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น การขยายตัวของสินเชื่อตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเติบโตดีวันดีคืน นอกจากนี้ฐานะทางการเงินของธนาคารไทยนับว่ามีความแข็งแกร่งมาก สามารถตอบสนองความต้องการสินเชื่อที่กำลังขยายตัวได้อย่างไม่มีปัญหา แนวโน้มคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้นส่งผลให้การตั้งสำรองหนี้ลดลงต่อเนื่อง ล้วนส่งผลเชิงบวกให้กลุ่มธนาคารทั้งสิ้น อีกทั้งมูลค่าราคาหุ้นที่แท้จริงยังต่ำกว่า ปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น บางแบงก์ซื้อขายกันที่ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่าเสียอีก ค่าพีอีโดยเฉลี่ยยังไม่สูงมากนัก 8- 14 เท่า เท่านั้นเองแถมมีปันผลงามเสียด้วย ซึ่งจะทำให้หุ้นในกลุ่มนี้จะมีความน่าสนใจในมุมมองของนักลงทุนกองทุนทั้งในและต่างประเทศ และจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันสนับสนุนตลาด ในยามพลิกกลับมาเป็นขาขึ้น

ดังนั้น ราคาหุ้นแบงก์ที่ลดลง ตามการปรับตัวลดลงของตลาดในภาพรวม จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะค่อยทยอยเข้าเก็บสะสม ตามการถอยลงของราคาที่ยังอยู่ต่ำพื้นฐานที่แท้จริงแบบนี้ และอดทนรอคอยผลตอบแทนคืนกลับที่งดงามในอนาคตครับ