TISCO และ KTC นำร่องประกาศงบฯ ไตรมาส 3/61 กำไรโต!

ผลกระทบจากการดิ่งลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากความกังวลเรื่องการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวจากสงครามการค้า อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงหลังสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯพุ่งสูงขึ้น สอดคล้องกับประมาณการของกลุ่มโอเปกที่คาดว่าอุปสงค์น้ำมันในปีหน้าจะลดลง ล้วนเป็นปัจจัยลบต่อภาพการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกให้มีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลง แต่นักลงทุนก็ต้องมีสติ ไม่ตื่นตระหนกตกใจเกินไป เฝ้าติดตามข่าวสาร สถานการณ์อย่างใกล้ชิด แล้วประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นว่าจะต้องทำอย่างไร จะซื้อสวน หรือรอก่อน หรือขายเบาพอร์ตลดความเสี่ยงถือเงินสดเอาไว้เตรียมซื้อของถูก ก็สุดแล้วแต่นักลงทุนจะประเมินรู้ได้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ภายหลังซึบซับปัจจัยร้อนจากตลาดหุ้นสหรัฐฯดิ่งลงแรงไปมากแล้ว ก็ได้เวลากลับมาโฟกัสเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 3/61 ที่กำลังทยอยประกาศกันออกมา ล่าสุดที่ประกาศออกมาเป็นแบงก์แรก นำโดย บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ประกาศผลงานไตรมาส 3/61  มีกำไรสุทธิ 1,800 ล้านบาท โต 15.4%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรก TISCO มีกำไรสุทธิจำนวน 5,300 ล้านบาท เติบโต 15.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยหลักในการขยายตัวมาจากความสามารถในการสร้างรายได้จากทุกภาคธุรกิจ ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) และค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุน และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยอดสินเชื่อมีการเติบโตจากสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อจำนำทะเบียน รวมไปถึงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คงที่จากไตรมาสก่อนหน้า และบริษัทมีการตั้งสำรองหนี้สูญเพียงพอและรองรับความผันผวนทางธุรกิจ ด้วยสัดส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ระดับ 193.5%

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิ 1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรก KTC มีกำไรสุทธิ 3,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยบริษัทสามารถสร้างรายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรและจากยอดลูกหนี้ของสินเชื่อบุคคลที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และการรักษาระดับสัดส่วนของหนี้สูญ โดยมีอัตราหนี้เสียที่ต่ำ ขณะเดียวกันสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ ได้ดี ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น

ในส่วนของผลประกอบการกลุ่มแบงก์ คงจะทยอยประกาศตามกันออกมากันหลังจากนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลประกอบการที่ดีในภาพรวม แม้อาจจะมีบางปัจจัยกระทบบ้างจากเรื่องค่าธรรมเนียมบางอย่างที่ลดลง แต่ก็ถูกชดเชยด้วยยอดสินเชื่อที่เติบโต รายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และที่สำคัญยอดการตั้งสำรองหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีแนวโน้มลดลงชัดเจน จากคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

จากบทวิเคราะห์ที่ให้คำแนะนำเก็บสะสมหุ้นกลุ่มแบงก์ในช่วงเวลานี้ เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี และให้ผลตอบแทนในแง่ปันผลที่ดี จากราคาของหุ้นในปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าที่มีการประเมินกันเอาไว้  ซึ่งหลังจากที่แบงก์ต่างๆได้มีการประกาศผลการดำเนินงานออกมาเป็นที่เรียบร้อยหมดแล้ว ราคาหุ้นจะค่อย ๆ ตอบสนองต่อผลการดำเนินงานที่ประกาศออกมา ด้วยเช่นกัน

สำหรับการคาดการณ์ การประเมิน การวิเคราะห์ และการแนะนำ จากบรรดานักวิเคราะห์สำนักต่างๆ หากแนวโน้มของผลการดำเนินงานเติบโตดี ก็จะมีผลต่อทิศทางแนวโน้มของหุ้นในช่วงจังหวะเวลานั้นให้เกิดความคึกคักตามมาได้อีก  นักลงทุนจะได้มองเห็นภาพของปัจจัยที่เกี่ยวพันส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบที่แท้จริงของบริษัทจดทะเบียนในตลาด ในแต่ละช่วงเวลา ให้เราได้เฝ้าประเมินดูกัน หากพิจารณาได้ ประเมินรู้ได้อย่างแท้จริง นักลงทุนก็สามารถวางกรอบกำหนดแผนการลงทุนที่หวังผลสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งกันได้ แม้อาจจะมีอาการแกว่งตัวได้บ้างตามสถานการณ์จากปัจจัยกระทบในบางช่วงเวลา สุดท้ายก็จะปรับเข้าสู่สมดุลที่ควรจะเป็นครับ