โบรกแห่เชียร์’MINT’ไฮซีซันธุรกิจหนุนกำไร

ทันหุ้น – โบรกประสานเสียงเชียร์ ‘MINT’ เข้าไฮซีซันท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศหนุนผลงานครึ่งปีหลังสวย กำไรทั้งปีนี้ขยายตัวแกร่ง

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์กำไรปี 2561 ของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ที่ 6,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2560 ผลจากธุรกิจโรงแรมเติบโตโดดเด่น แม้ธุรกิจอาหารยังอ่อนตัวจากการแข่งขันสูง รวมถึงการปิดแฟรนไชส์หลายสาขาในประเทศสิงคโปร์ส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ไฮซีซันหนุน

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561 ฝ่ายวิเคราะห์คาดขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2561 เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซันธุรกิจท่องเที่ยวในทวีปยุโรป ประกอบกับ MINT เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งเงินลงทุน 44% ใน NH Hotel Group เข้ามาเป็นไตรมาสแรกหนุนผลการดำเนินงานธุรกิจโรงแรมขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจอาหารทั้งในและต่างประเทศยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 48 บาท คาดผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 1.3%

ทั้งนี้ MINT มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรม 60% และธุรกิจอาหาร 40% ฝ่ายวิเคราะห์คาดรายได้จะเร่งตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/2561 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2562 ตามไฮซีซั่นของธุรกิจทั้งในยุโรปและไทย ขณะเดียวกัน NH Hotel Group ถือเป็นผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำของยุโรป อเมริกา และแอฟริกา กว่า 30 ประเทศ มีห้องพัก 5.9 หมื่นห้อง และ MINT มีห้องพัก 2.04 หมื่นห้อง รวมจำนวนห้องพักทั้งหมดราว 8 หมื่นห้อง ซึ่งติดอันดับ 14 ของโลก ขณะเดียวกัน NH Hotel มีรายได้ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาสูงถึง 23 ล้านยูโรสูงกว่าทั้งปี 2560 ทำได้ 19 ล้านยูโร ซึ่ง MINT จะได้ประโยชน์ตามสัดส่วนการลงทุน

กำไรQ3ดีกว่ากลุ่ม

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ฝ่ายคาดการณ์ MINT จะมีผลกำไรไตรมาส 3/2561 ดีกว่ากลุ่ม แรงผลักดันการเติบโตดีมาจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ แม้ไทยยังเป็นฤดูกาลที่อ่อน แต่บริษัทได้ประโยชน์จากโรงแรมที่โปรตุเกสคือ Tivoli ซึ่งกลับเป็นฤดูกาลที่ดีสุด ขณะที่การปรับปรุงและตกแต่ง 2 ปีที่ผ่านมาแล้วเสร็จ อัตราค่าห้องพักเพิ่มเป็นเลข 2 หลัก แม้แนวโน้มการเดินทางนักท่องเที่ยวมาไทยจะชะลอลง แต่ MINT จะได้รับผลกระทบที่จำกัดกว่ากลุ่ม เพราะได้อานิสงจากกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงที่ดี ปัจจุบันรายได้มาจากไทย 50% ส่วนที่เหลือมาจากต่างประเทศ แต่ด้านธุรกิจอาหารยังเต็มไปด้วยความท้าทาย SSSG ไตรมาส 3/2561 ติดลบ แต่ยังดีที่ TSSG ทรงตัว

สำหรับประเทศที่ธุรกิจโรงแรมดีคือ แอฟริกา ส่วนที่ดีขึ้นคือ ไทย มัลดีฟส์ และบราซิล ด้านการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ หุ้น NH Hotel Group จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าเป็นดีลที่ดี คงคำแนะนำซื้อ ด้วยราคาพื้นฐาน 46.00 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF (WACC 8%, Terminal Growth 2.5%)

เคาะเป้า 50 บาท

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์คาดการกำไรปกติในไตรมาส 3/2561 ของ MINT จะเติบโตจากปีก่อนผลจากกลุ่มโรงแรมในยุโรปที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยว นำโดยกลุ่มทิโวลีที่ซ่อมแซมเสร็จสิ้นและกลับมาเปิดให้บริการทั้งหมด ราว 70% ของกำไรทั้งปีจะรับรู้ในเดือน มิ.ย.-ต.ค. และคาดกำไรปกติของ MINT จะขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4/2561 จากการเข้าสู่ไฮซีซันของการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่ได้รวมผลจากการเข้าซื้อกิจการ NH Hotel ซึ่งจะได้ข้อสรุปสัดส่วนการเข้าถือครองภายในเดือน ต.ค. ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องการเพิ่มทุนนั้นคลายลงหลัง MINT เลือกออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่ไม่มีกำหนดอายุ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายวิเคราะห์กังวลมาก่อนหน้านี้ ขณะที่ราคาหุ้นสะท้อนความกังวลต่อดีล NH Hotel ไปมากแล้ว จึงกลับมาแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2561 ที่ 50 บาท อิงวิธี EV/EBITDA เท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 20.6x โดยยังไม่รวมผลจากการซื้อกิจการ NH Hotel