UTPลุ้นผลงานQ3นิวไฮโบรกเคาะเป้าใหม่17บาท

ทันหุ้น – UTP ส่งสัญญาณโตแรง หลังมีออดเอร์จากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เตรียมปรับปรุงการผลิตรองรับ ชี้ราคาวัตถุดิบยังทรงตัว ราคาขายราคาขายยังมีเสถียรภาพ ย้ำเป้ารายได้ปีนี้แตะ 3.8 พันล้านบาท ด้านโบรกประเมินกำไรไตรมาส 3/2561 มีโอกาสทำนิวไฮ จากกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 625 ตันต่อวัน อัตรากำไรขั้นต้นแตะ 25.9% เชียร์ซื้อ ให้พื้นฐาน 17 บาท

นายมงคล มังกรกนก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UTP เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2561 น่าจะเติบโตดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

โดยมองว่ามาตรการสกัดกั้นการนำเข้าเศษกระดาษของจีนที่ยังคงเข้มงวด ซึ่งกำหนดให้เศษกระดาษที่นำเข้ามีสิ่งเจือปนน้อยกว่า 0.5% นั้น ยังเป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้บริษัทซื้อวัตถุดิบในราคาไม่สูง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ไม่สามารถประเมินได้ว่าปัจจัยดังกล่าวจะมีผลในระยะเวลานานขนาดไหน อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่าผลประกอบการในปี 2561 น่าจะเติบโตแตะระดับ 3,700-3,800 ล้านบาท

*เร่งสร้างโกดังเก็บสินค้า

สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างโกดังเก็บสินค้าเพิ่มเติม โดยใช้งบลงทุนราว 60 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2561 ตามแผนงาน ช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการสินค้าได้ดีมากขึ้น รวมถึงหนุนเก็บสต็อกสินค้าได้เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ตัน จากปัจจุบันที่เก็บได้ราว 10,000 ตัน ส่วนการขยายกำลังการผลิตเพิ่มนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาตลาด ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

“ปัจจุบันปัญหาหลักของเรา คือ การเก็บสต็อกสินค้า เพื่อให้พอรองรับคำสั่งซื้อจากที่เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการสินค้าทันที หรือภายใน 1-2 วัน หากโกดังเก็บสินค้าแห่งใหม่สร้างเสร็จ บริษัทจะสามารถเก็บสินค้าและรองรับคำสั่งซื้อได้มากขึ้น สนับสนุนผลการดำเนินงานให้เติบโตตามเป้าหมาย” นายมงคลกล่าว

*ปรับปรุงการผลิตรับออเอร์

ส่วนโรงงานผลิตกระดาษคราฟท์ ปัจจุบันมีสายการผลิตจำนวน 2 สายการผลิต และมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 300,000 ตันต่อปี โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เท่ากับ 75% ของกำลังการผลิตโดยรวม กำลังการผลิตส่วนที่เหลืออีก 25% ซึ่งยังไม่ได้ใช้นั้น 20% อยู่ระหว่างการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตหลังจากที่ได้เริ่มขยายสายการผลิตใหม่เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา

ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจว่าจะมีความคืบหน้าและดีขึ้นตามลำดับ ส่วนอีก 5% เกิดจากการหยุดเดินเครื่องจักรตามแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักร ซึ่งตามปกติจะมีการปิดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษา (Shut Down Maintenance) เป็นประจำทุก ๆ เดือน เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยจะมีการกำหนดวันที่ที่จะทำการปิดการเดินเครื่อง เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นรายเดือน เนื่องจากต้องการให้กำหนดการดังกล่าวมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับตารางการผลิตของบริษัทในแต่ละช่วงเวลา

*ลุ้นQ3ทำนิวไฮ-เป้า 17 บ.

ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มกำไรในไตรมาส 3/2561 จะดีกว่าไตรมาส 2/2561 ที่มีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท เล็กน้อย โดยมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) เนื่องจากคาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นมาเฉลี่ย 625 ตันต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขาย (Spread) ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25.9% จากสิ้นไตรมาส 2/2561 ที่ 24.35%

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์จึงคาดว่ากำไรสุทธิใน 2561 จะเติบโตตามประมาณการที่ 745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136% จากปีก่อน โดยยังคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 17.00 บาท (อิง PER เฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 15 เท่า) อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มในปี 2562 บริษัทอาจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้ความต้องกระดาษคราฟท์ซึ่งใช้สำหรับอุตสาหกรรมหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ลดลง