TOGเร่งปรับแผนรุกยอดขายสหรัฐเข้าเป้า

ทันหุ้น – TOG วางหมากตั้งรับตลาดสหรัฐฯ หลังสงครามการค้าไร้ข้อยุติ เชื่อไม่มีผลกระทบต่อยอดขายและคงเป้าเดิม 1-1.5 ล้านเหรียญฯ เพิ่มกลยุทธ์ใหม่ตลาดยุโรป-ออสเตรเลีย หวังดันยอดขายส่งท้ายปี พร้อมเร่งเครื่องดึงพันธมิตรเพิ่มยอดขายในประเทศ มองรายได้รวมปีนี้ทรงตัวจากปีก่อน

แหล่งข่าววงในอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า มองภาพรวมการดำเนินธุรกิจของ บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TOG ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าในปัจจุบันสหรัฐฯ และจีนยังคงมีความกดดันกันทางการค้า แต่เชื่อว่ากระทบต่อบริษัทไม่มาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ยังมีการเติบโตที่ดี แต่มองว่าหลังจากนี้อาจต้องมีการทบทวนกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่อีกครั้งให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีเชื่อมั่นว่าตลาดสหรัฐยังคงสร้างยอดขายในปี 2561 ได้ไม่ต่ำกว่า 1-1.5 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ความคืบหน้าบริษัทร่วมทุน บริษัท ทีโอจี ยูเอสเอไอเอ็นซี (TOG USA, Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นอีกตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตดี ปัจจุบันบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาด้านระบบการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจากนี้ไปจะสามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากนี้ไปบริษัทยังมีความสนใจและอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดในรัฐอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

ขณะที่ตลาดยุโรปและออสเตรเลียในปัจจุบันภาพรวมตลาดเริ่มมีการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น จากการที่ลูกค้าเริ่มกลับเข้ามาสั่งซื้ออีกครั้งหลังจากที่ชะลอตัวไปพักหนึ่ง รวมถึงคำสั่งซื้อในกลุ่มสินค้าเกรดสูง เช่น เลนส์สายตาแบบ premium standard ซึ่งให้มาร์จิ้นที่ดีกว่าเลนส์ธรรมดาทั่วไป และยังมีการเข่งขันที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเลนส์ชนิดอื่นๆ

พร้อมกันนี้ ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยหันไปมุ่งเน้นการขยายธุรกิจในรูปแบบความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้จับมือกับ Tokai Optical จากประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท นำศิลปไทย จำกัด ในการนำเทคโนโลยีของ Tokai เข้ามาผลิตเลนส์เฉพาะบุคคล หรือเลนส์โปรเกรสซีฟ

โดยให้ TOG เป็นฐานการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และให้นำศิลปไทย เป็นผู้จำหน่ายเลนส์เฉพาะบุคคลในประเทศไทย ที่มีชื่อทางการค้าว่า Flexia และ Neurona และคาดหวังว่าจากการร่วมมือกันในดังกล่าวจะช่วยผลักดันสัดส่วนรายได้จากในประเทศให้เติบโตมากขึ้น

ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนรายได้ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 10% ภายใน 3 ปี (ปี 2561-63) จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 5% อีกทั้งยังเป็นลดการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศและเพื่อป้องกันความเสี่ยงของการขายในสหรัฐและแถบยุโรปจากความผันผวนของเศรษฐกิจ และอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าแนวโน้มการเติบโตรายได้รวมในปี 2561 จะทรงตัวใกล้เคียงเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีกับปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,912.26 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 183.46 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัททำรายได้รวมไปแล้ว 924.36 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 45.93 ล้านบาท