SEAFCO พุ่งแรง8.90%! เสน่ห์เสาเข็มสุดลึก ดันยักษ์ใหญ่รุมจีบ

ราคาหุ้น “บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน)” หรือ “SEAFCO” ปิดช่วงเช้า ทะยานแรงแตะ 9.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.45 บาท หรือ 8.90% หลังมีข่าว SEAFCO โชว์ฟอร์มผู้นำเสาเข็มลึก 100 เมตรรายแรกของไทย! ดูดกลุ่มผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ตามจีบ ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาขยายตลาด CLMV เพิ่มเติม ครึ่งปีหลังมีลุ้นคว้างานเสาเข็มใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน อวด Backlog ในมือ 2.8 พันล้านบาท ทยอยรับรู้ปีนี้ไม่น้อยกว่า 1.4-1.8 พันล้านบาท ย้ำมั่นใจรายได้เข้าเป้าโต 30%

ดร.ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า จากการวิจัยและพัฒนางานเสาเข็มเจาะอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในการเป็นผู้รับงานเสาเข็มรายแรกในไทยที่เจาะความลึกในระดับมากกว่า 100 เมตร ซึ่งเป็นเสาเข็มที่มีขนาดใหญ่เหมาะกับการใช้ในงานโครงการที่มีความสูง 40-50 ชั้นขึ้นไป ในปัจจุบันบริษัทได้รับงานในโครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok)

โดยจากการรับงานโครงการที่มีขนาดใหญ่ทำให้บริษัทได้รับความสนใจจากลุ่มผู้ประกอบการเอกชนที่พัฒนาโครงการที่พักอาศัยแนวสูง และอาคารสำนักงานใหญ่เช่าจำวนมาก รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากทางภาครัฐ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาและยื่นเสนอราคาอยู่หลายโครงการแต่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการรับงาน เนื่องจากต้องรอขั้นตอนการวางแผนโครงสร้างและระบบให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะมีการเปิดให้ประมูลราคาในภายหลังซึ่งอาจกินเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี

*ขยายตลาด CLMV

พร้อมกันนี้ บริษัทยังมองโอกาสที่จะนำเสาเข็มขนาดใหญ่เข้าไปขยายตลาดให้กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV อีกด้วย เพราะประเทศดังกล่าวมีเป็นตลาดเปิดใหม่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดี มองว่าในอนาคตจะมีการลงทุนโครงการแนวสูงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ตอนนี้ก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้รูปแบบของตลาด

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทยังมีงานที่เข้าร่วมเสนอราคาและอยู่ระหว่างรอทราบผล มูลค่ารวมกว่า 6.8 -7 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยทราบผลผู้ชนะในช่วงที่เหลือของปีนี้ไปจนถึงต้นปี 2562 เบื้องต้นบริษัทประเมินว่าจากสถิติการได้รับส่วนแบ่งในส่วนงานรับเหมาช่วงต่อ (Sub-Contract) จากผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก (Main Contractor) ในอดีตที่ผ่านมามีโอกาสได้รับงานประมาณ 30-40% ของมูลค่ารวม

รวมทั้งบริษัทยังมีงานที่รอทยอยส่งมอบ (Backlog) ในมือ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2561 อยู่ประมาณ 2.8 พันล้านบาท แบ่งออกเป็นงานภายในประเทศ มูลค่า 2.72 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 82.69 ล้านบาท เป็นงานในประเทศเมียนมา ซึ่งคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2561 จะสามารถรับรู้เป็นรายได้ไม่น้อยกว่า 1.4 -1.8 พันล้านบาท อย่างไรก็ดีบริษัทวางเป้าหมายการรักษาระดับ Backlog ในมือให้อยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 1.4-1.8 พันล้าบาท เพื่อให้ผลประกอบการมีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

*รายได้ทะลุเป้า

ประกอบกับจาก Backlog ที่มีอยู่ในมือในปัจจุบัน ตลอดจนการเข้าร่วมประมูลงานโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะทยอยเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้อีกหลายโครงการ ทำให้เชื่อว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 และ 4/2561 จะมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง และจะต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 1-2/2562 ได้อีกด้วย ขณะที่อัตราการใช้กำลังเครื่องจักร (Utilization rate) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80% ยังมีกำลังเครื่องจักรรองรับงานได้อีกในอนาคต ทำให้ยังไม่มีการลงทุนซื้อเข้ามาเพิ่มในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมาทำให้บริษัทมั่นใจว่ารายได้รวมในปี 2561 มีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าเป้หมายที่วางไว้ 25% หรือแตะ 2.5 พันล้านบาท จากปี 2560 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,907.25 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 210.88 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกปี 2561 บริษัททำรายได้รวมแล้วอยู่ที่ 1,116.93 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 145.80 ล้านบาท

*ชี้เป้าอนาคต 10.65 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยมอง 4 เหตุผลที่ทำให้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” จากปัจจัย 1.คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561 เด่นทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า ต่อเนื่องจากมาร์จิ้นที่แข็งแกร่ง

2.งานในมือสูงระดับ 3.3 พันล้านบาท หนุนรายได้ปีหน้าขยายตัวต่อเนื่อง 3.เตรียมประมูลงานใหม่เพิ่มทั้งงานระยะสั้นจากภาคเอกชน และระยะยาวจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงานรถไฟฟ้า, ทางด่วนและงานมอเตอร์เวย์ และ 4.ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการกำไรปี 2561 เพิ่ม 22% จากมาร์จิ้นที่ดีกว่าคาด ราคาเหมาะสมใหม่ ณ สิ้นปี 2561 ที่ 10.65 บาท (PE+0.5SD ที่ 21 เท่า)