ASPแนะเลือกหุ้นอิงเศรษฐกิจลุ้นการเมืองหนุนฟันโฟลว์เข้า

ทันหุ้น—ASP คาดดัชนี ไตรมาส4/61 แกว่งตัวในกรอบ 1,620-1,733 จุด มองสงครามการค้าเป็นตัวกดดันเศรษฐกิจโลก ส่วนเฟดยังคงปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก เพราะเงินเฟ้อเร่งตัว ทางด้าน กนง.อาจขยับดอกเบี้ยปลายปีนี้ ส่วนฟันโฟลว์อาจยังไม่เข้ามาช่วงนี้เพราะราคาหุ้นไทยแพงเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน แต่จะน่าสนใจมากขึ้นหลังการเมืองเดินหน้าต่อ แนะเลือกหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ

นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASP เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มตลาดหลักทรัพย์ไทยไตรมาส 4/2561 ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,620-1,733 จุด แต่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น แตะระดับ 1,790-1,848 จุด ได้โดยยังมีปัจจัยให้ต้องติดตามอีกมาก ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ซึ่งปัจจัยลบให้น้ำหนักไปทางสงครามการค้าการค้าขยายตัววงกว้าง ทั้งนี้พบว่ายอดวงเงินในการกีดกันการค้าสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน สูงถึง 2.5 แสนล้านเหรียญฯ ผลักดันให้ต้นทุนสูงขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เชื่อว่าผลกระทบจากสงครามการค้าจะกระเทือนต่อการค้าโลกชัดเจนปลายปีนี้ และกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนในปี 2562

ดอกเบี้ยขาขึ้น

อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะยิ่งเป็นการเร่งให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยคาด Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ในปี 2562 มีแผนขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง คาดว่าปี 2563 ตลาดคาดว่าจะขึ้น 2 ครั้ง แต่ทางบล.เอเชียพลัสคาดว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย เพราะเชื่อว่าผลจากสงครามทางการค้าจะมีผลเชิงลบต่อการค้าโลก รวมถึงกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน

ขณะที่ประเทศไทยแม้ยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยแต่มองว่าคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน หรือ กนง.ส่งสัญญาชัดเจนมากขึ้นว่าใกล้จะสิ้นสุดนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย จากการประชุม กนง.ครั้งล่าสุดรอบวันที่ 19 กันยายน 2561 มีกรรมการ 2 คนโหวตขึ้นดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นจากรอบก่อนหน้าที่มีเพียง 1 คน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวชัดเจน และเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 1.62% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน แตะระดับสูงสุดในรอบ 4ปี โดยทางเอเชียพลัส คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น 1.78% ในเดือนกันยายน และแตะ 2%ในช่วงปลายปี ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% น่าจะกดดันให้กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง

หวังการเมืองหนุน

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจหรือจีดีพีปีนี้คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4% โดยมีการลงทุนของภาครัฐเป็นปัจจัยสนับสนุน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการของสินเชื่อเพิ่มขึ้น และคาดว่าปีหน้าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 4.5%  อีกทั้งในประเทศไทยทางด้านการเมืองมีพัฒนาการไปในเชิงบวก หลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มา ส.ว.และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ทำให้กำหนดการเลือกตั้งมีความชัดเจน

กล่าวคือ การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นภายในกรอบเวลา 240 วัน ซึ่งหากพิจารณาจากเงื่อนไขของเวลาแล้ว การเลือกตั้งอาจเป็นได้ทั้งวันที่ 24 กุมพาพันธ์  2562 หรือวันที่ 31 มีนาคม 2562 แต่ต้องไม่เกินวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 จากนี้ไปการประกาศปลดล็อคการเมือง น่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น

ด้านทิศทางกระแสเงินทุน (Fund Flow) มองว่าในระยะสั้นยังไม่เห็นเงินทุนไหลเข้ามา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังเห็นว่าตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจนักเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ จากราคาหุ้นมีระดับ P/E ค่อนข้างสูง และมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในช่วงขาขึ้นด้วย อีกทั้งค่าเงินค่อนข้างมีความผันผวน

โดยกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดที่ยังผันผวนสูง แนะนำหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ จากกระแสเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 1/2562 คือ หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศ ได้แก่ BJC, ADVANC, DTAC กลุ่มวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ได้แก่ DCC, SEAFCO, LPN ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ EASTW, BGRIM, RJH กลุ่มสื่อนอกบ้าน  ได้แก่ MACO รวมถึงหุ้นส่งออกที่กำไรโดดเด่น แต่ราคาหุ้นยัง Laggard ได้แก่ TU, CPF