สไตล์การลงทุนสามรูปแบบ

นักลงทุนในตลาดหุ้นที่สามารถอยู่รอดปลอดภัย สร้างผลตอบแทนการลงทุนจากหุ้นได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ต่างก็ต้องมีกลยุทธ์หรือสไตล์การลงทุน ที่ใช้เป็นหลักการเอาไว้เกาะเกี่ยว ไม่ลงทุนมั่วๆไร้กระบวนท่า ในแบบที่ลงทุนได้กำไรก็ไม่รู้ว่าได้เงินเพราะอะไร ขาดทุนก็ไม่รู้ว่าเสียเงินเพราะอะไร แบบนี้ไม่ดีแน่ สไตล์การลงทุนที่มีแนวทางชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญนั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมนักลงทุนควรรู้จักตัวเองก่อนรู้จักหุ้น โดยต้องดูตนเองว่า เหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน ซึ่งมีอยู่หลายแนวทางแตกต่างกันออกไปดังนี้

                หนึ่ง…นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)

เป็นนักลงทุนที่มีความเชื่อว่า การซื้อหุ้นคือการซื้อกิจการ เชื่อในความยึดโยงระหว่างผลประกอบการ(กำไร ขาดทุน)กับราคาหุ้น เชื่อว่าผลประกอบการจะต้องส่งผลออกมายังราคาหุ้น(ช้าหรือเร็วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) มักจะมองการลงทุนในระยะยาว นักลงทุนประเภทนี้จึงต้องใจเย็น อดทนรอคอยเป็น จิตใจมั่นคง ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนระยะสั้น และมีแนวปฏิบัติดังนี้

– ศึกษาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานหุ้น ทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพ เช่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน แนวโน้มความต้องการสินค้าและบริการ และความสามารถของผู้บริหาร รวมไปถึงศึกษาปัจจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ งบการเงินและ อัตราส่วนทางการเงิน

– ติดตาม ตรวจสอบฐานะทางการเงิน และประเมินผลการดำเนินงาน หากพบว่า หุ้นที่ลงทุนทำผลงานไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ รายได้ลด กำไรลด… แบบนี้คือมีปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดจากกิจการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้คู่แข่ง ตลาดโดยรวมหดตัว หรือผู้บริหารมีฝีมือลาออก

– ไม่ยึดติด หลงรักกับตัวหุ้น เมื่อถึงจุดที่สมควรขายหุ้นเพราะพื้นฐานเปลี่ยน ก็คือขาย

ทั้งนี้นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน ยังอาจจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน ที่เน้นลงทุนหุ้นพื้นฐานดี กิจการมั่นคง ที่ราคาคุ้มค่า ราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ตัดสินใจซื้อด้วยValuation เรียกกลุ่มนี้ว่า สายวีไอ (Value Investor) และอีกกลุ่มคือ นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน ที่เน้นลงทุนหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตดี กิจการมีGrowth Story ที่ชัดเจน เช่น ขยายสาขา เข้าสู่ธุรกิจใหม่ ซึ่งราคาอาจจะดูแล้ว “ไม่ถูก” มักมี P/E Ratio ค่อนข้างสูง ตัดสินใจซื้อที่ Growth Potentialเรียกกลุ่มนี้ว่า สาย Growth Investing หรือนักลงทุนในหุ้นเติบโต

                สอง…นักลงทุนแนวโมเมนตัม(MI Momentum Investor)

เป็นนักลงทุนที่ลงทุนตามเทรนด์ขาขึ้นของตลาด มักจะเกาะกระแสฟันด์โฟลว์คือลงทุนตามทิศทางเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) โดยส่วนหนึ่งสังเกตได้จากยอดซื้อสุทธิของต่างชาติและอาจจะใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมาช่วยในการวิเคราะห์และมีแนวปฏิบัติดังนี้

– มองภาพGlobal Economics เป็นภาพการลงทุนใหญ่ หากปัจจัยเป็นบวก ก็จะมาดูภาพของประเทศที่จะลงทุน(เช่นประเทศไทย) หากดูดี กระแสเงินนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าก็จะยิ่งน่าสนใจ

– มองหาอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้นหรือ Sector ที่กระแส Fundflowจะไหลเข้า

– มองหาหุ้นที่โดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้เลือกไว้และวิเคราะห์พื้นฐานของหุ้นที่จะลงทุน

การลงทุนสไตล์ตามกระแสโมเมนตัมนี้ ถือเป็นการลงทุนที่นักลงทุนต้องมีความยืดหยุ่นเพราะหากการวิเคราะห์ทุกอย่างทำไว้อย่างดีแล้ว แต่ตลาดเกิดออกผิดทาง ไม่เป็นขาขึ้นนักลงทุนแบบ MI จะตัดสินใจเริ่มขาย เพราะตลาดไม่มีแรงส่ง ไร้โมเมนตัม ทำกำไรได้ยาก ถือคติไม่ถือยาว ไม่ยอมติดหุ้นจึงต้องมีจุดตัดจบ(Cut Loss)ไว้ด้วย

                สาม…นักลงทุนแนวเทคนิค (Technical)

เป็นนักลงทุนที่สนใจพฤติกรรมราคาของหุ้น โดยเฉพาะกราฟราคาหุ้น(Chart) ซึ่งอาศัยข้อมูลราคาหุ้นในอดีตปริมาณการซื้อขายพร้อมทั้งใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอินดิเคเตอร์ต่างๆในการทำนายทิศทางราคาหุ้น โดยจะมีความเชื่ออยู่หลายประการเช่นหนึ่ง..เชื่อว่าหุ้นที่วิเคราะห์ได้ควรจะต้องมีเทรนด์และมีปริมาณการซื้อขายวอลุ่มสนับสนุนสอง..เชื่อว่าราคาที่ปรากฏได้สะท้อนความจริงทั้งหมด (Price Discount Everything) สาม..เชื่อว่าประวัติศาสตร์จะย้อนรอยตัวเองเสมอ (History Tends to RepeatItself)และสี่..เชื่อว่าราคาหุ้นขึ้นลงเป็นรอบ เป็นต้น

นักลงทุนแนวเทคนิคจะลงทุนตามสัญญาณทางเทคนิคกำหนดจุดเข้าซื้อและจุดขายออกอย่างมีวินัยและยังมีปัจจัยที่สำคัญมากอีกตัวหนึ่งนั่นคือ “จิตวิทยาการลงทุน” เรียกว่าจิตใจต้องเข้มแข็ง ถึงจุดตัดขาดทุนก็ต้องทำ ถึงช่วงLet Profit Run ก็ทนรวยได้ สรุปคือ..ต้องมีวินัยเข้มข้น

                สไตล์การลงทุนทั้งสามรูปแบบ มีทั้งนักลงทุนรายย่อยและมืออาชีพใช้กันอย่างแพร่หลาย ลองศึกษาแนวทางที่ชอบ และปฏิบัติตามในสนามจริงกันดูครับ

=================================================

โดย : อธิป กีรติพิชญ์ (Facebook Fanpage : นิ้วโป้ง Fundamental VI)