NDRติดปีกขยายฐานต่างแดนมั่นใจกวาดรายได้ทั้งปีพันล้าน

ทันหุ้น – NDR ส่งสัญญาณผลงานครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก เหตุไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ เตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่อัพยอด มั่นใจรายได้ปี 2561 โตตามเป้าแตะ 1 พันล้านบาท ลุยขยายตลาดต่างแดนเต็มสูล คาดสัดส่วนรายได้ต่างประเทศปีนี้อยู่ที่ 50-60

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี. รับเบอร์ จำกัด (มหาชน)  หรือ NDR เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการในครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากบริษัทจะไม่มีรายจ่ายพิเศษเข้ามาเหมือนไตรมาส 1/2561 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการซื้อกิจการ Fung Keong Rubber Manufactory (Malaya) Sdn. Bhd. (FKRMM) จำนวน 11.30 ล้านบาท ซึ่งไตรมาส 2/2561 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถพลิกกลับมาทำไรได้

รุกตลาดใน-ต่างแดน

นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้ารุกตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศได้มุ่งเน้นทำการตลาดมากยิ่งขึ้นและจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ขณะที่ตลาดในประเทศมาเลเซียก็กลับมาดีขึ้นตามแผนการบุกตลาดที่วางไว้ ทำให้มั่นใจว่ารายได้รวมในปีนี้จะเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20%  จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 830 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรกบริษัทฯมีรายได้รวมอยู่ที่ 457.32  ล้านบาท

“เราได้เข้าไปปรับนโยบายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศมาเลซีย รวมถึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ไฟท์ติ้งแบรนด์” เพื่อเจาะตลาดภายในประเทศไทย ทำให้บริษัทเชื่อว่าไตรมาส 3/2561-4/2561 ผลประกอบการน่าจะกลับมาเติบโตตามปกติ ส่งผลให้รายได้ปี 2561 เติบโตตามเป้าหมาย 1 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

สำหรับการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศบริษัทได้เปิดตัว “ไฟท์ติ้งแบรนด์ ” และมุ่งเน้นการทำตลาดมากยิ่งขึ้น รวมถึงจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ขณะที่ตลาดต่างประเทศ บริษัทเน้นการสร้างฐานลูกค้าในประเทศมาเลเซียให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการขยายตลาดในประเทศอื่นๆ ทั้ง เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และอัลบาเนีย รวมถึงไปประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งคาดว่าสิ้นปีนี้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะอยู่ที่ 50-60% และในประเทศราว 40-50%

มองราคายางทรงตัว

ทั้งนี้ รายได้จากต่างประเทศจะมาจากมาเลเซียประมาณ 80-85%, สปป.ลาวและเมียนมาเฉลี่ย 10-15% โดยส่วนที่เหลือมาจากประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย อินเดีย และอัลบาเนีย ซึ่งยังมีสัดส่วนรายได้ค่อนข้างน้อย

ส่วนแนวโน้มราคายางบริสุทธิ์ในประเทศ คาดว่าจะทรงตัวอยู่ระดับ 45 บาทต่อกิโลกรัมไปจนถึงสิ้นปี ขณะเดียวกันบริษัทมองว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจะไม่มีผลกระทบต่อของบริษัท แต่อาจส่งผลให้ความต้องการน้ำยางบริสุทธิ์ในตลาดลดน้อยลง

ด้านประกอบการในไตรมาส 2/2561 มีรายได้อยู่ที่ 251.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 201.20 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 21.87% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2561ที่มีรายได้ 206.12ล้านบาท โดยสาเหตุที่รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการปรับแผนการรุกตลาดทั้งตลาดในประเทศ และตลาดในประเทศมาเลเซีย และจากรายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ผลดำเนินการของบริษัทในไตรมาส2/2561 กลับมามีกำไรสุทธิจำนวน  3.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 116.25% จากไตรมาส 1/2561 ที่ขาดทุนสุทธิ 19.08ล้านบาท

ทุ่มงบลงทุน 50 ล.

“แม้ว่าผลการดำเนินรวมช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทจะยังมีผลขาดทุนอยู่เป็นจำนวน 15.98 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากค่าใช้จ่ายพิเศษในการเข้าซื้อกิจการในประเทศมาเลเซียในไตรมาส 1/2561 ที่ผ่านมา แต่ผลกำไรในไตรมาส 2/2561 ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเข้าซื้อกิจการที่ประเทศมาเลเซียเป็นการตัดสินใจที่จะทำให้บริษัทมีทั้งรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าผลประกอบการของบริษัทหลังจากนี้จะมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในครึ่งปีหลังบริษัททุ่มงบ 30-50 ล้านบาท สำหรับลงทุนด้านระบบออโตเมชั่นตามแผนงานที่วางไว้ ปัจจุบันติดตั้งเครื่องจักรเฟส 1 เรียบร้อยแล้ว คาดว่าเฟส 2 จะเสร็จสิ้นในต้นปีหน้า โดยการลงทุนครั้งนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 16% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 11% หลังจากต้นทุนลดลง