ZIGAรุกค้าปลีกอัพแกร่งรายได้ปีหน้าทะยานเท่าตัว

ทันหุ้น – บอสใหญ่ ZIGA “ศุภกิจ งามจิตรเจริญ” ส่งสัญญาณแนวโน้มผลงานครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก ชี้ราคาเหล็กพ้นจุดต่ำสุด คอนเฟิร์มรายได้ปีนี้มาตามนัดโต 15% แตะพันล้านบาท พุ่งเป้าธุรกิจค้าปลีกกินรวบมาร์จิ้นสูง ดันสัดส่วนทะยานกว่า 50% ส่งซิกผลงานปีหน้าโตเท่าตัว

นายศุภกิจ งามจิตรเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ZIGA เปิดเผยว่า บริษัทคาดทิศทางธุรกิจและผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลังปี 2561 จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเข้าสู่ไฮซีซั่น อีกทั้งราคาเหล็กได้พ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกอบกับทางรัฐบาลมีแนวทางการเลือกตั้งที่ชัดเจน ทำให้ภาพการลงทุนเริ่มมีการขับเคลื่อนมากขึ้น และบริษัทคาดจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าว ทั้งนี้บริษัทมั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตราว 15% มาที่ 1,000 ล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 909.95 ล้านบาท

โฟกัสค้าปลีกปั๊มมาร์จิ้น

ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) ที่รอส่งมอบให้กับลูกค้าราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ทั้งหมดในปีนี้ และคาดว่าจะมีคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) เข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนรายได้ปีนี้จะยังมาจากการจำหน่าย “เหล็กโครงสร้างประเภท Pre-zinc”  ภายใต้ตราสินค้า ZIGA ราว 90% และการผลิต จำหน่าย “ท่อร้อยสายไฟประเภท Pre-zinc” ภายใต้ตราสินค้า DAIWA ราว 10%

ขณะเดียวกันช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทจะโฟกัสการขยายธุรกิจไปในกลุ่มค้าปลีกในพื้นที่สาขาของ บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC โดยบริษัทตั้งเป้าจะขยายไม่ต่ำกว่า 100-200 สาขาให้ครบภายในปี 2563 โดยจะใช้งบลงทุนราว 800,000-3,000,000 บาทต่อสาขา ซึ่งในเดือนกันยายนได้เปิดแล้ว 1 สาขาโดยมีรายได้ในทิศทางที่ดี และจะพยายามให้ในปีนี้มีสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 10 สาขา โดยบริษัทโฟกัสธุรกิจค้าปลีกเนื่องจากให้มาร์จิ้นการขายสินค้าค่อนข้างดี และถือว่ามีการเติบโตสูง ซึ่งบริษัทจะทำการตลาดผ่านทั้งระบบ Online และ Offline รวมไปถึงการนำสินค้าที่นอกเหนือจากเหล็กเข้าไปจำหน่ายในสาขาด้วย ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสินค้าเดิมของบริษัท

นอกจากนี้บริษัทคาดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจค้าปลีกในปี 2563 จะเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% หรือมีรายได้สูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทมีแผนที่จะย้ายหมวดธุรกิจไปยังค้าปลีกในปี 2563 จากปัจจุบันอยู่ในอุตสาหกรรมเหล็ก

ผลงานปีหน้าโตเท่าตัว

ส่วนธุรกิจร้านค้าสำเร็จรูป หรือ I-Retail บริษัทได้เซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ไปแล้ว และอยู่ระหว่างเจรจาระยะเวลาการส่งมอบ โดยลูกค้ามีความต้องการสินค้าทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,000 หลัง มูลค่าราว 1.8 ล้านบาทต่อหลัง ซึ่งจะรู้ผลปริมาณการส่งมอบในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มส่งมอบไปแล้ว 1 หลัง ในเดือนนี้สำหรับกำลังการผลิตธุรกิจ I-Retail ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ 100 หลังต่อเดือน และในปี 2562 จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 30% จากปัจจุบัน

นายศุภกิจ กล่าวต่อว่า ส่วนทิศทางธุรกิจและผลประกอบการในปีหน้า หรือปี 2562 คาดว่าจะเติบโตมากกว่าเท่าตัว โดยเป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตเป็น 120,000 ตันต่อปี จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 65,000 ตันต่อปี ซึ่งจะใช้งบลงทุนไม่เกิน 50 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1/2562 เพื่อรองรับออเดอร์ที่จะเพิ่มขึ้น ตามการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และการขยายการลงทุนของภาคเอกชน อนึ่ง 6 เดือนแรกบริษัทมีรายได้แล้ว 446.40 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25.98  ล้านบาท