ปฎิบัติการพลิกโฉมSPPT…เกมใหญ่รุกตลาดดิจิทัล

ปฏิบัติการพลิกโฉม “บริษัท ซิงเกิ้ล พอยท์ พาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” หรือ SPPT” เพื่อให้กลับมาฟื้นมีกำไรจากการดำเนินงาน วันนี้เริ่มเห็นรูปร่างมากขึ้น!   ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่จาก “ประพจน์ พลพิพัฒนพงศ์” ผู้ถือหุ้นดั่งเดิม มาสู่มือของ “ณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์” อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง SPPT ได้ปรับทิศจาก “ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” เดิมเกมมาสู่การเป็น “บริษัทไอที” อย่างเต็มตัว

เพราะหลังการเข้ามาของ “ณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์” ในปี 2560 บริษัทได้เดินเกมเข้าซื้อหุ้น 51% “บริษัท เทอร์ราไบท์ เน็ท โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)” หรือ TERA ผู้ประกอบธุรกิจวางระบบและให้บริการด้านไอทีขนาดใหญ่แบบครบวงจร ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลากหลายทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กลุ่มโตชิบา กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มนีโอ และบุญถาวร ขณะที่ธุรกิจเดิมบางส่วนได้มีการขายกลับให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยยังถือหุ้น บริษัท ซิงเกิ้ล พอยท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ ยานยนต์

ไม่เพียงเท่านั้นปี 2561 บริษัทยังสร้างความน่าแปลกใจเมื่อซื้อหุ้นของ “บริษัท เอ็นเอ็มแอล จำกัด (NML)” ธุรกิจขนส่งสื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่มเนชั่น เข้ามา มูลค่า 9 ล้านบาท  และล่าสุด ได้มีการซื้อ “บริษัท ไซแมท ซอฟท์ จำกัด” (SSOFT) ธุรกิจให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรทั้งการจำหน่ายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การพัฒนาซอฟท์แวร์ และการให้บริการบำรุงรักษาทั่วประเทศ จาก บริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SIMAT เข้ามา มูลค่า 20 ล้านบาท

            ทั้งหมดแฝงคำถามว่าอะไรคือเป้าหมายของ “ธุรกิจไอที” ของ SPPT กันแน่

“ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์” ประธานกรรมการ SPPT วาดภาพให้เห็นสิ่งที่ SPPT ต้องการนั้นคือ “การเป็นธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่าย” ผ่าน 3 ธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจผู้วางระบบและให้บริการด้านไอทีขนาดใหญ่ครบวงจร, 2.ธุรกิจผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ 3.ธุรกิจบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์และให้บริการอีคอมเมิร์ซและอีเพย์เมนต์

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักยังมาจากธุรกิจวางระบบและให้บริการด้านไอที จาก TERA ผู้พัฒนาระบบ Cloud และซอฟแวร์จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการต่างๆ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 20% ส่วนอัตรากำไรสุทธิราว 5% ต้นปีที่ผ่านมามีดีลที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 500-600 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะมีรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อนระดับ 460 ล้านบาท โดยเกมรุกจะขยายฐานไปยังหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ส่วนธุรกิจ  “ซิงเกิ้ล พอยท์ เอ็นจิเนียริ่ง” ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นธุรกิจเดิมของบริษัทก็ยังคงรับจ้างผลิตชิ้นส่วนตามคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ของลูกค้า คาดว่าสิ้นปีนี้จะสามารถสร้างรายได้ราว 100-120 ล้านบาท

            แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การต่อจิ๊กซอว์ในด้านการเป็นผู้ให้บริการด้าน “ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ”  “อีเพย์เมนต์” ตลอดจนการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตที่มีมูลค่ามหาศาล

ดร.ปกรณ์ อธิบายถึงคำตอบในการซื้อ NML มาจากกลุ่มเนชั่น เนื่องจากต้องการที่จะนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ รองรับ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และฟินเทค ที่จะเกิดขึ้น ด้วยศักยภาพการส่งหนังสือพิมพ์ที่เข้าถึงชุมชนอยู่แล้ว การดำเนินงานจึงต่อยอดได้ไม่ยาก โดยปัจจุบันบริษัทมีจำนวนรถให้บริการขนส่งทั้งหมด 70 คัน ซึ่งกำลังจะเพิ่มมอเตอร์ไซค์เข้ามาเพื่อให้สะดวกต่อการขนส่งมากขึ้น รวมไปถึงจะพัฒนาในด้านของการลดต้นทุนโลจิสติกส์ไม่ตีรถเปล่ากลับมาด้วยการใช้ดิจิทัลซึ่งจะลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้มาก

            ไม่เพียงเท่านั้น ในไตรมาส 3/2561 ทางเนชั่นได้มีการลดหนี้ NML ซึ่งจะทำให้บริษัทบันทึกกำไรทางบัญชี จำนวน 26 ล้านบาท ในไตรมาส 3 และอีก 40 ล้านบาทในไตรมาส 4/2561 ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะพลิกมีกำไร

ดร. ปกรณ์ บอกด้วยว่า บริษัทยังได้เจรจากับพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซในการเข้ามาร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจุดเด่นของธุรกิจนอกจากเป็นช่องทางซื้อขายออนไลน์สำหรับผู้บริโภคแล้วบริษัทจะเน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายองค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นลูกค้าบริษัท ซึ่งปกติก็จะมีการจัดซื้อจำนวนมากอยู่แล้ว ในการส่งคำสั่งซื้อออนไลน์เข้ามา และคิดค่าบริการทรานเซกซั่น ซึ่งจะมีมูลค่ามหาศาล โดยจะเริ่มดำเนินการในปีนี้ ขณะที่ธุรกิจอีเพย์เมนท์นั้นเริ่มได้ในปี 2562

โดยกลไกที่จะทำให้ธุรกิจได้เปรียบก็คือ SSOFT ที่จะเข้ามาพัฒนาซอฟท์แวร์ที่เชื่อมโยงอีคอมเมิร์ซและอีเพย์เมนต์ที่บริษัทจะสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเป็นตัวกลางการจำหน่ายให้กับรายย่อย รวมถึงร่วมมือกับแวร์เฮ้าส์ต่างๆเพื่อกระจายสินค้า ซึ่งปัจจุบันได้มีซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และบริหารการจัดส่งสินค้า (Logistic Management) ภายใต้ชื่อ Sky Frog นอกจากจะนำมาใช้ภายในแล้ว ยังสามารถที่จะขายให้กับหน่วยงานอื่นๆ ได้อีก มองว่าจะมีโอกาสได้รับงานมากขึ้น ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 10-20 ล้านบาท รวมไปถึงปัจจุบันก็กำลังเจรจาเปิดให้บริการแท็กซี่สำหรับ ตามโรงแรมอีกด้วย

ดร. ปกรณ์ กล่าวว่า  ปีนี้บริษัทจะเริ่มกลับมาพลิกกลับมาเป็นบวกได้ เนื่องจากบริษัทมีกำไรทางบัญชีจากการลดหนี้ NML และด้วยแผนต่างๆ ที่เริ่มชัดเจนแล้ว ปีหน้าบริษัทจะเริ่มทำกำไรจากการดำเนินงานได้ในปี 2562 โดยปีหน้าบริษัทวางงบลงทุนไว้ราว 250 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบ FinTech และรองรับการขยายธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

MZ รายงาน
ติดตามความเคลื่อนไหวเพื่อการลงทุน

https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
https://line.me/R/ti/p/%40kro3673w