แกะปม STA ขึ้นแรง สวนราคายางตก!

เกิดอะไรขึ้น??? กับการทะยานอย่างแรงของ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)” หรือ STA

2 วันทำการก่อน (13 ก.ย.)  ราคา STA ยังอยู่ที่ระดับ 12.20 บาท ล่าสุดวันนี้ (17 ก.ย.) ปิดที่ 14.90 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 22% และเป็นราคาสูงที่สุดนับตั้งแต่ 16 ม.ค. 2561 ที่ STA ร่วงต่ำลงมากว่า 15 บาท

ซึ่งขณะนั้นเจอประเด็นกดดันกรณีที่ ครม.อนุมัติบัญชีสินค้าควบคุมปี 2561 ที่มีดึงยางพาราเข้ากลุ่มเพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ทั้ง น้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง ยางเครพ ซึ่งทำให้มีการประเมินกันว่า STA ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม

ปกติแล้ว “ธุรกิจยาง” มักจะล้อไปกับราคายาง TOCOM ของญี่ปุ่น แต่ทว่าการขึ้นมาครั้งนี้ของ STA ไม่ได้เกิดจากราคายางที่ปรับตัวขึ้นแต่อย่างไร โดยราคายาง TOCOM อยู่ที่ 168 เยนต่อกิโลกรัม ต่ำกว่า ช่วงต้นปีที่ราคาสูงเกิน 200 เยนต่อกิโลกรัม

ประเด็นตกต่ำของราคายางพารา เกิดจากภาวะ โอเวอร์ซัพพลาย ที่กดดันอยู่ในขณะนี้

International Rubber Study Group (ISRG) ระบุว่า ในปี 2560 จะมียางล้นตลาดราว 0.314 ล้านตัน  , ปี 2561 ยางล้นตลาด 0.307 ล้านตัน  , และในปี 2562 ยางล้นตลาด 0.292 ล้านตัน

สาเหตุหลักๆ ไม่ต้องโทษใคร เกิดจากการที่ประเทศไทยเร่งปลูกยางกันมากในปี 2553 ช่วงที่ราคายางถีบตัวสูง และเริ่มออกผลผลิตมาในช่วงปี 2560-2562

ปัจจัยราคายางจึงไม่ใช่ประเด็นในการขึ้นของ STA ครั้งนี้ แต่เป็นปัจจัยภายใน นั้นคือ  “การที่บริษัทประกาศในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ว่า จะเดินเกมรุกธุรกิจถุงมือยางอย่างหนัก โดยตั้งเป้าภายใน 3-5 ปีนี้จะติด TOP3 ของโลก จากปัจจุบันติด TOP5

โดยปีนี้บริษัทงบได้ตั้งงบลงทุน 3,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ขยายกำลังการผลิตในส่วนถุงมือยางถึง 1,200 ล้านบาท , ยางแท่ง 1,200 ล้านบาท และน้ำยาง ยางแท่ง 300 ล้านบาท

ซึ่งนั้นจะทำให้สิ้นปีกำลังการผลิตถุงมือยางจะเพิ่มจาก 1.4 หมื่นล้านชิ้นต่อปี เป็น 1.7 หมื่นล้านชิ้น/ปี

สัดส่วนรายได้จากถุงมือยางที่เคยอยู่ในระดับ 15% จะเพิ่มเป็น 20% ในปีนี้ ส่วนรายได้หลักยังมาจากยางแท่ง 72% ซึ่งบริษัทถือเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจนี้อยู่แล้ว ส่วนที่เหลือเป็นน้ำยางและยางแผ่น

ขณะที่ปีหน้าก็จะเข้าร่วมทุนกับ บริษัท ไทยกอง จำกัด ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งมีกำลังการผลิตถุงมือยาง 4 พันล้านชิ้น/ปี

ทำให้กำลังการผลิตถุงมือยางรวมในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 2.1 หมื่นล้านชิ้น/ปี

ถามว่าทำไมบริษัทจึงรุกธุรกิจถุงมือยางค่อนข้างมาก เหตุผลนั้นก็คือ “มาร์จิ้นที่สูงขึ้น”

โดยปัจจุบันถุงมือยางมีกำไรขั้นต้น 18% และจะเพิ่มเป็น 20-22% ในสิ้นปี ขณะที่ยางแท่งมีกำไรขั้นต้นราว 5-9% ในปัจจุบัน ซึ่งผู้บริหารคาดว่าจะเป็น 10% ในปีนี้

แม้สัดส่วนรายได้จากถุงมือยางจะอยู่ราว 20% แต่หากมองจาก “กำไร” จะพบว่า STA มีสัดส่วน “กำไร” จากธุรกิจถุงมือยางราว 40% และจะมีกำลังการผลิตใหม่ในปี 2561 และ 2562 รวมทั้งการเข้าซื้อกิจการถุงมือยางเพิ่มเติมในปีหน้า ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้กำไรจากถุงมือยางสูงถึง 50%

“กองทุนต่างชาติเริ่มสนใจ STA จากปัจจัยหนุน คือ กฎระเบียบใหม่ด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มใช้ปลายปี 2562 จะส่งผลให้ Demand ถุงมือยางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า ระบุ

ที่สำคัญ หุ้นกลุ่มถุงมือยางในภูมิภาค ซื้อขายที่ PE ราว 30 เท่า ขณะที่ STA วันนี้ PE ย้อนหลังอยู่แค่ระดับ 10 เท่าต้นๆ ส่วน บุ๊คแวลูของ STA ก็สูงถึง 15.90 บาท

ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนยังหวังการพลิกกลับมามีกำไร ณ สิ้นปี 2561 อีก ซึ่งผ่านมา 2 ไตรมาสบริษัทมีกำไร 1,423.75 ล้านบาท ขณะที่ผู้บริหารก็ยอมรับว่าปีนี้กลับมามีกำไรแน่ๆ

เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ที่ STA มีกำไร!!!

อันที่จริง STA ตกต่ำจากราคายางในปี 2559 ขณะที่ปี 2560 STA ถูกกระหน่ำเพิ่มจากอุปสรรคจากการบริหารงานผิดพลาดนั้น คือ การขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินเกี่ยวกับยางพาราในไตรมาส  ส่งผลให้ปี 2560 บริษัทขาดทุนสูงถึง 1,437.05 ล้านบาท

ซึ่งความผิดพลาดนั้น ถือเป็นบทเรียนล้ำค่า ที่ ผู้บริหาร ระบุ จะไม่เกิดขึ้นอีก

ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงตกต่ำของราคายาง แต่ในแง่ของการดำเนินธุรกิจ STA พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายังคงประคองธุรกิจได้ (หากไม่มีการเก็งกำไรอนุพันธ์) ซึ่งการหันไปสู่ถุงมือยางที่มีมาร์จิ้นสูง และมีพีอีสูงคือทางออกที่ “นักลงทุน” เชื่อ

บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เวลท์ ระบุว่า ยังไม่ได้มีความคาดหวังที่ยาวไกลมากนักกับ STA เนื่องจากซัพพลายของยางพาราที่สูง และราคายางพาราที่ต่ำมาก ทำให้ STA จะประคองธุรกิจแปรรูปยางพาราไปได้เรื่อย ๆ มีกำไรได้บ้างแต่ไม่ขาดทุนหนักเหมือนช่วงปีก่อน

แต่ในระยะปี 2561-2562 เรากลับมามุ่งให้ความสำคัญกับธุรกิจถุงมือยางของ STA น่าจะเป็นกิจการที่ทำให้กลุ่มบริษัท STA มีกำไรที่ดีขึ้นได้ เนื่องจากถุงมือยางมีการเติบโตของดีมานด์ที่ดีมาก คาดหวังว่าปีหน้ากำไรสุทธิจากธุรกิจถุงมือยางจะเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 50% ของกำไรสุทธิทั้งหมดได้ เรายังคงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายเท่ากับ 15.50 บาท อิง PER ที่ 11 เท่า ในปี 2561

บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า แนะ “ซื้อเก็งกำไร” แนวต้านแรก 15.00 บาท หากผ่านได้แนวต้านถัดไป 15.50 บาท

ทั้งหมดคือเกมสร้างอนาคตของ STA ที่กำลังโดนใจนักลงทุนจนราคาหุ้นพุ่งอยู่นั้นเอง!

 


เฉลิมชัย ศิรินันทวิทยา รายงาน