เจาะลึกแบงก์ไหนรับโชคเมื่อดอกเบี้ยขึ้น-NPLลด

อนาคตของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ดูเหมือนจะ “สว่างขึ้น” อย่างต่อเนื่อง กับ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” หลังล่าสุด “นายวิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ออกมายอมรับว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.50% นั้นอยู่ในระดับต่ำ และอาจจะยากต่อการดูแลเศรษฐกิจ” ซึ่งนั้นหมายความชัดขึ้นว่า “ดอกเบี้ยของไทยจะต้องมีการขยับขึ้น” ไม่เร็วก็ช้า ขณะเดียวกัน “ปัญหาหนี้เสีย หรือ NPL  ก็กำลังบรรเทา

ธปท. เปิดเผยรายละเอียด NPL ของระบบธนาคาร พบว่า NPL ในไตรมาส 2 ปี 61 ไหลออกเร็วขึ้นช่วยทำให้อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมใน 2Q61 ของกลุ่มธนาคารอยู่ในระดับทรงตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ที่ 2.93%

โดย NPL ไหลออกเพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักๆ เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้ส่วน NPL ไหลเข้าเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยเกิดจาก NPL ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ NPL ย้อนกลับที่ลดลง 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และ 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ ระบุว่า NPL ที่ไหลเข้าเพิ่มขึ้นใน 2Q61 เกิดจากปัญหาเฉพาะตัว ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ หลักๆ เกิดจากภาคธุรกิจการเงินและประกัน ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะมี NPL ไหลเข้าต่ำมากและมีเสถียรภาพ)

ขณะที่ NPL ใหม่และ NPL ย้อนกลับในภาคค้าส่งและค้าปลีกลดลง 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในภาคการผลิตลดลง 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และ 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสองภาคนี้มีสัดส่วน NPL ไหลเข้าต่อ NPL ไหลเข้าทั้งหมดมากเป็นอันดับสองที่ 22% และอันดับสาม 20%  ในขณะที่ภาคการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งมีสัดส่วน NPL ไหลเข้าต่อ NPL ไหลเข้าทั้งหมดมากที่สุด 38% มี NPL ใหม่และ NPL ย้อนกลับเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ซึ่งจากความคาดหวังว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่เร่งตัวขึ้นก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในเดือนก.ย. ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่า NPL ไหลเข้าในภาคค้าส่งและค้าปลีกจะลดลงอีกใน 3Q61

ซึ่งนั้นหมายความการตั้งสำรองลดลงจะอย่างต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง!

โดย credit cost ของกลุ่มธนาคารจะลดลงสู่ 1.35% ในปี 61 และจะเหลือ  1.23% ในปี 62

ทั้งนี้บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ เลือก  BBL และ KTB เป็น top picks ของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการกลับมาของวัฏจักรการลงทุน และมี valuation น่าสนใจที่สุด

ส่วนกรณีดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ประเด็นเงินเฟ้อน่ากลับเข้ามามีน้ำหนักต่อตลาดมากขึ้น โดยการประกาศเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.59% เพิ่มจาก 1.46% ในเดือน ก.ค. และน่าจะมีแนวโน้มแตะ 2% ในช่วงปลายปีนี้ แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินรอบ 19 กันยายนนี้อาจจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% อีกระยะหนึ่ง

แต่ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารก็เริ่มมีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยสินเชื่อบางประเภทที่ดอกเบี้ยต่ำเกินไป เช่น สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ล่าสุดหลายแห่ง เริ่มออกนโยบายดึงเงินฝากระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมในการปล่อยสินเชื่อตามการขยายตัวของการลงทุนเอกชนตามการขยายตัวของภาคส่งออก และการลงทุนสาธารณูปโภคภาครัฐ (รถไฟฟ้า และ EEC) เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์นี้ถือว่าดีต่อธนาคารพาณิชย์

ทั้งนี้นับจากเดือน ก.ค. – ส.ค. เป็นต้นมาพบว่า มี ธนาคารบางแห่งทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยในฝั่งสินเชื่อไปบ้างแล้ว เช่น SCB นำร่องขึ้นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 0.05% พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์ใหม่ 0.5-1% (มีผลแล้วเมื่อ 15 ส.ค.) ตามมาด้วย TCAP ปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ขึ้น 0.2% มีผลตั้งแต่เดือน ก.ค. BAY ปรับสินเชื่อบ้าน 0.25% มีผลต้นเดือน ก.ค. เช่นกัน

ล่าสุดเริ่มเห็นการปรับดอกเบี้ยเงินฝาก  คือ  ธนาคารไอซีบีซี(ไทย) ให้ดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาว (เงินฝากปลอดภาษี 24 เดือน) สูงสุดที่ 2.55% ตามด้วย LH BANK ออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษ 12 เดือน ดอกเบี้ย 1.75% และ 24 เดือน 1.85% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐอื่นๆ ก็มีอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจผู้ฝากเงินไม่แพ้กัน

ประเด็นดังกล่าว สะท้อนถึงการแข่งกันระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมไว้สำหรับปล่อยสินเชื่อต่อไปในอนาคตที่ความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นการล็อคต้นทุนของเงินที่ยังอยู่ในระดับไม่สูงมากนักท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นในระยะต่อไป

ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวกว่า 56% เทียบกับเงินฝากและเงินกู้ยืมที่เป็นอัตราดอกเบี้ยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

แต่แบงก์ที่จะ ที่ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากน้อยแตกต่างกันไป โดยแบงก์ที่มีสถานภาพในตลาดเงินเป็นผู้ให้กู้ยืมสุทธิ (Net Lending) จะได้ประโยชน์มากกว่าผู้ยืมสุทธิ (Net Borrowing)

จากการประเมินของฝ่ายวิจัย พบว่าทุกการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จะทำให้กำไรสุทธิปี 2562 ของกลุ่มแบงก์ เพิ่มขึ้น 5.6% โดย KTB กำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด ตามด้วย BBL อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่ม แบงก์ปรับขึ้นจนมี Upside จำกัด จึงแนะนำสะสมเมื่ออ่อนตัว โดยยังชอบ BBL และ TCAP