GL บวกเช้านี้ 5.56% อยู่ที่ 7.60 บาท หลังเคลียร์จบ มุ่งปั๊มกำไรมากกว่าพอร์ต

สำนักข่าว “ทันหุ้น” รายงานว่า ราคาหุ้น “GL” เปิดการซื้อขายเช้านี้ เพิ่มขึ้น +5.56 % แตะระดับ 7.60 บาท โดยหนังสือพิมพ์ ทันหุ้น นำเสนอข่าวระบุว่า บิ๊ก GL รับฟ้าเปิดหลังสำนักสอบบัญชีสิงคโปร์ การันตรีโปร่งใส่ปล่อยกู้ 56 ล้านดอลล์ โชว์ผลงานเห็นชัดดำเนินธุรกิจจริง สั่งเดินเกมปั๊มมาร์จิ้นเพิ่มมากกว่าดันพอร์ต ชี้อัตรากำไรสุทธิล่าสุดที่ 17% มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นหลังค่าใช้จ่ายกฎหมายลดลง รุกหนักเมียนมาดันพอร์ตขยายตั้งเป้า 5 ปี 50 ล้านดอลล์

ตรวจสอบอนาคตของ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL หลังมรสุมที่ถาโถมคลี่คลายลงไป จากรายงานผลตรวจสอบ ของบริษัท มาร์ซาร์ส จำกัด สำนักตรวจสอบบัญชีในสิงคโปร์ ที่ได้เข้ามาการันตรีความโปร่งใสในการปล่อยกู้เม็ดเงิน 56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับบริษัทในไซปรัส และสิงคโปร์ ว่าไม่ผิดปกติ และไม่ใช่ธุรกรรมอำพราง

ซึ่งเรื่องนี้เคยเป็นประเด็นสำคัญทำให้ GL ต้องหักหัวทิ่มลงมา และทำให้ นายมิทซึจิ โคโนชิตะ อดีตประธานกรรมการ GL ต้องถูกกล่าวโทษในความผิด ทุจริต เบียดบังทรัพย์สินของบริษัท และจัดทำบัญชีงบการเงินไม่ถูกต้อง

นายทัตซึยะ โคโนชิตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GL ยอมรับว่า และจะนำผลตรวจสอบครั้งนี้ ไปต่อสู้กับคดีอื่นที่ GL กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะ การถูก “เจทรัสต์” ที่ถือได้ว่าเป็น “พันธมิตร” กันมาก่อน และเป็นผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพจำนวน 200 ล้านหน่วย ยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 8,000 ล้านบาท

ในมุมมองของ “ทัตซึยะ” มองว่า GL ยังไม่มีข้อผิดสัญญาใดๆ กับ “เจทรัสต์” ดังนั้น โอกาสที่ “เจทรัสต์” จะยกเลิกการถือหุ้นกู้แปลงสภาพ และเรียกคืนเงินก่อนที่จะครบกำหนดเป็นไปไม่ได้ และปัจจุบันในทางบัญชีบริษัทก็ยังบันทึกค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยให้ “เจทรัสต์” อยู่ เดือนละ 20 ล้านบาท ถึงแม้จะยังไม่ได้จ่ายกระแสเงินสดออกไป เนื่องด้วยคดีพิพาท และด้วยการที่อายุหุ้นกู้แปลงสภาพจะสิ้นสุดปี 2020-2021 มูลค่า 5-6 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทมีกระแสเงินที่จะชำระอยู่ได้แล้ว จึงมองว่า ไม่น่าจะกระทบอะไร

“นายทัตซึยะ” ยอมรับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากกรณีเงินกู้ 56 ล้านดอลลาร์นั้น ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจไปตั้งข้อสังเกตกับการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทว่าไม่มีจริง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงและเดินหน้าไปโดยตลอด

ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์ได้แล้วจากผลการดำเนินงานที่แท้จริง รายได้ของบริษัทอยู่ในระดับไตรมาสละ 700 ล้านบาท ยังคงสูงอยู่ทั้งๆ ที่ปีนี้ได้ตัดการปล่อยกู้ไซปรัสและสิงคโปร์ราว 70-110 ล้านบาทออกไป เพราะได้ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์เสริมเข้ามา

ขณะที่ กำไรในไตรมาส 2/2561 ที่ระดับ 120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับ ไตรมาส 1/2561 ที่ระดับ 100 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยุ่ราว 17% ทั้งๆ ที่ไตรมาส 2 ยังมีค่าใช้จ่ายในด้านของกฎหมายจำนวนมากถึง 20 ล้านบาท ซึ่งจะลดลงมากในไตรมาส 3 ซึ่งจะไปทำให้อัตรากำไรสูงขึ้น นี่คือพื้นฐานของบริษัทที่ “ทัตซิยะ” ประเมินให้เห็น

“คือพอมันเกิดข่าวคนก็มองลบไปทั้งหมด บอกว่าไปลงทุนต่างประเทศไม่ดี ตรวจสอบไม่ได้ แต่ผมถามหน่อยถ้าวันหนึ่งต่างประเทศมันโตขึ้นมากกว่าไทย นักลงทุนจะชอบไหม เราเอาไปลงทุนจริง และผลก็ออกมาเห็นได้จริง ซึ่งปัจจุบันบริษัทลงทุนทั้งไทย อินโดนีเซีย เมียนมา กัมพูชา ลาว ศรีลังกา เติบโตดี” นายทัตซิยะ กล่าว

สำหรับเส้นทางของบริษัทนั้น บริษัทจะโฟกัสในด้านของศักยภาพการทำกำไรมากกว่าการขยายพอร์ต เนื่องจากประเมินว่าสินเชื่อที่เกี่ยวข้องรากหญ้าโดยเฉพาะในกัมพูชาเริ่มมีปัญหา โดยจะหันไปเน้นที่เมียนมา ซึ่งมีการอัตราการเติบโตสูงมาก และ NPL สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์เป็น 0% และมองว่า 3-5ปีมีโอกาสที่จะมียอดสินเชื่อ 50 ล้านเหรียญได้ โดยบริษัทได้เข้าเป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่สุราของเมียนมา ส่วนอินโดนีเซียนั้นด้วยความใหญ่จะเลือกลงทุนในพื้นที่ที่มีศักยภาพ

“การที่เราไม่ขยายพอร์ตมากนัก ไม่ใช่เพราะเรามีปัญหา เรายังมีส่วนทุนถึง 3 พันล้านบาท กระแสเงินมีมาก เพราะเรามองภาพใหญ่ เรามองออกว่า การขยายตัวของสินเชื่อมันมีรอบของมัน ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ 2008-2017 คือช่วงของการขยาย แต่วันนี้ต้องเข้าโหมดปลอดภัย”

โดยพอร์ตสินเชื่อปีนี้คาดว่าจะพยายามใกล้เคียงให้ระดับปัจจุบันที่ 7,889 ล้านบาท จะหันมาเน้นกำไรที่สูงขึ้นจากQ2/16 ที่มีอัตรากำไรสุทธิ 17% ซึ่งโดยหลักการแล้ว ความสามารถทางการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นจะมาจากการดำเนินงานและการควบคุมค่าใช้จ่าย นับเป็นการการเพิ่มศักยภาพ หลังจากที่ได้ดำเนินการเทคโอเวอร์หลายบริษัทมากก่อนหน้านั้น โดยปกติแล้วบริษัทควรมีอัตรากำไรที่ระดับ 30% และทิศทางเศรษฐกิจกลับมาดีจะทำให้หลังจากปี 2563 เป็นต้นไป บริษัทจะกลับมาในรูปแบบการเติบโตแบบก้าวกระโดดมากกว่า 10% อีกครั้ง

ขณะที่ NPL ปัจจุบันอยู่ที่ 4.8% ซึ่งต่ำกว่าตลาดที่มี NPL 5-10% โดยตั้งเป้ามีนี้จะมี NPL ลดลง 4.4%

ส่วนใครที่ยังกำลังกังวลมูลหนี้ 56 ล้านดอลลาร์นั้น นายทัตซึยะ ยืนยันชัดเจนว่า มีหลักประกันเพียงพอกับมูลหนี้ทั้งหมดที่จะเรียกคืน ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ตั้งสำรองหนี้เต็มจำนวนไปแล้วราว 1.8 พันล้านบาท จนทำให้ปีที่ผ่านมาขาดทุน 1.6 พันล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเคลียร์ตัวเองเรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันได้มีการแจ้งเรียกคืนหนี้แล้ว ซึ่งเป็นไปตามตามขั้นตอนก่อนจะยึดหลักประกันต่อไป

รายงาน : พัทธ์ธีรา ศรีพีรพงศ์
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)
Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)
Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com