ความผิดปกติ ที่มีโอกาสซ่อนอยู่

การเทรดของ นักเก็งกำไร จำนวนมากในตลาด โดยเฉพาะมือใหม่ มักจะเทรดแบบ “ตามแห่” เห็นตัวไหนวิ่ง ก็ชอบที่จะขอเข้าไปมีส่วนร่วมกับการขึ้นนั้น โดยการเข้าไปไล่ราคา พอได้ของ ราคาวิ่งขึ้น ก็ดีใจ รีบขายเก็บกำไร ขายปุ๊บวิ่งต่อปั๊บ แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่า เอาวะ! กำขี้ดีกว่ากำตด ประหนึ่งวิ่งตัดหน้าสิบล้อ พอได้ค่ากับข้าว บางตัวซื้อแล้วลงก็ยังทนอยู่กับความหวัง หลายคนทนหนักมาก ยิ่งลง ยิ่งถัว ยิ่งลง ยิ่งทน พอทนไม่ไหว ก็ขาย พอขายแล้วก็เด้งใส่หน้าก็เสียใจมานั่งตัดพ้อ เรื่องพวกนี้ น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปัญหาสุดคลาสสิคของมือใหม่กันเลยทีเดียว แต่ลองมาดูกันครับ ว่า เทคนิคอลมันช่วยปัดเป่าปัญญาหานี้ให้กับเราได้อย่างไร

“เวลาเราดูกราฟ เราต้องพิจารณาหา ความผิดปกติ เพราะมันคือ โอกาส” ประโยคนี้ เป็นประโยคที่ผมพูดย้ำอยู่เสมอ ในคลาสของผม

ผมจะลองไล่เรียงตามช่วงเวลาการเกิดทฤษฎี หรือเครื่องมือเทคนิค ต่างๆ เป็นลำดับให้เราเห็นว่า แต่ละทฤษฎี มีพูดถึงเรื่องความผิดปกติ ให้เราติดตามความเคลื่อนไหวของราคา อยู่แทบทั้งสิ้น

ทฤษฎีดาว เน้นเรื่องการเคลื่อนไหวของราคา (Price Movement) สอนเราว่า ธรรมชาติของตลาดขาขึ้น ราคาต้อง “ยกหัว” ทำ Higher High และ “ยกตูด” ทำ Higher Low หรือจำง่ายๆว่า มันต้อง ยกหัว ยกตูด ในขาขึ้น แต่เมื่อใดก็ตาม หาก ราคาไม่สามารถ ยกหัว ทำ New high ต่อไปได้ แต่กลับทำ “หัวเตี้ย”หรือ Lower High  เป็นเรื่อง ผิดปกติ ที่พึง “ระวัง” เพราะหาก ราคาหลุด จุดต่ำก่อนหน้า นั่นคือสัญญานของขาลง และขาลงก็จะอยู่กับเรา ตราบเท่าที่มันยังคงทำ “หัวเตี้ย ตูดเตี้ย” หรือ พูดหรูๆ คือ Lower High และ Lower Low ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า จะเกิดความ ผิดปกติ อีกครั้งของขาลงคือ ราคากลับมา “ยกตูด” ทำ Higher Low ได้ครั้งแรก นั่นแหละ โอกาส ที่จะกลับมาเป็นขาขั้นอีกครั้ง

ถัดจากทฤษฎีดาว เราลองหยิบ Wyckoff Method ทฤษฎีเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ มาลองดู Richard Wyckoff ได้สร้างกฎขึ้น 3 ข้อ เพื่อนำมาพิจารณาความผิดปกติ ของปริมาณการซื้อขาย คือ

1.กฎแห่ง อุปสงค์และอุปทาน (Demand and supply) ที่เราต้องเฝ้ามองว่า แรงซื้อกับแรงขาย มันยังคงสัมพันธ์กันหรือไม่ ถ้า Demand มากกว่า Supply ราคาต้องขึ้น ถ้า Supply มากกว่า Demand ราคา ต้องลง ถ้าผิดจากนี้ คือ ผิดกฎ หรือ ผิดปกติ เราต้อง พิจารณา

2.กฏแห่ง เหตุ และ ผล (Cause and effect) ก่อนที่เราคาจะวิ่งเป็นเทรนด์ (Mark Up) ต้องมีการสะสม (Accumulation) เสียก่อน หาก ไม่มีการสะสมหุ้น แต่ราคาเป็นเทรนด์ นี่คือความผิดปกติ การลงของราคาก็เช่นกัน

3.กฎของ ความพยายามและ ผลลัพธ์ของความพยายามนั้น (Effort versus Result) หากมีปริมาณการซื้อขาย หรือความพยายาม มีมากผลลัพธ์ก็จะส่งให้ราคาเคลื่อนที่ในระยะทางที่สอดคล้องกัน แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ปริมาณการซื้อขายมาก แต่ไม่ขับเคลื่อนราคา หรือ ปริมาณการซื้อขายน้อย แต่ราคาดันถูกขับเคลื่อนไปมาก นั่นคือความผิดปกติ

ส่วนอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะยกมาพูดก็เป็นเรื่อง MACD ที่นับเป็นสุดยอด Indicator เราสามารถจะสังเกตการเกิด Divergence หรือความขัดแย้ง ระหว่างราคา กับ MACD ได้ เพราะหาราคาพุ่งขึ้น หรือยกหัว แต่ MACD ไม่เติบโตตาม กลับทำ “หัวเตี้ย” ลง แบบนี้เกิดความขัดแย้งแบบหมี ที่เราต้อง เฝ้าระวัง ระวังอะไร ก็ระวังการลง การพักตัว การไม่ไปต่อ กลับด้านกัน ก็เป็นความขัดแย้งแบบกระทิง คือ ราคาทำ ตูดเตี้ย แต่ MACD ยกตูด อันนี้ต้องระวังการทะลุแนวต้าน เพราะนั่นคือสัญญานกลับตัวชั้นดี

เห็นมั้ยครับว่า ทฤษฎีส่วนใหญ่มักจะสอนให้เรารู้ว่า ในความผิดปกตินั้น มีโอกาสซ่อนอยู่ โอกาสเข้าซื้อ หรือ โอกาสหนี หรือการเตือนให้ระวัง หากเรานำมาใช้ด้วยความเข้าใจ เราก็จะมองเห็นโอกาสนั้น ก็ลองศึกษาต่อยอดกันดูครับ

ย่อหน้าสุดท้าย กลับมาที่ตลาดบ้านเรา ส่วนตัว ผมเห็นความผิดปกติ ตั้งแต่ตลาดถูกลากขึ้น จาก 1500 ไป 1700 จาก 1700 ไป 1850 แล้ว จากนั้นก็ลง ไปเยี่ยม 1585 และตอนนี้ ถูกลากกลับมาแถว 1720 อีก ความผิดปกติที่ผมเห็นนั้น มันก็สอดคล้องกับเรื่องที่ผมยกมาข้างต้น

อ่านถึงตรงนี้ผมเชื่อว่า คุณๆ ก็พอจะมองออกแล้วว่า ความผิดปกติของตลาดตอนนี้ มันไม่สอดคล้อง หรือผิดกฎอะไรยังไง เทรดด้วยความระมัดระวัง เทรดด้วยความรู้ อย่าให้ความโลภมันลากเรา อย่าให้ความหวัง มันหลอกให้เรารอ นะครับ สวัสดีครับ