KS มอง SET ฐานรับสำคัญ 1,650 จุด ระยะสั้นแนะ Trading BBL-SC-IVL

บล.กสิกรไทย ส่อง SET ยังขาดควมเชื่อมั่น ปัจจัยลบจากต่างประเทศยังปกคลุม ทำให้ SET Index วันนี้มีความเสี่ยงที่จะหดตัวลงมาในกรอบ 1,650 – 1,670 จุด อย่างไรก็ตามมองณ ระดับ 1,650 จุด ถือเป็นฐานรับสำคัญ Forward PER 14.6 เท่า ควรถือหรือรอซื้อมากกว่าขาย ระยะสั้น Trading ใน BBL SC IVL

การกีดกันการค้ายังไม่มีความคืบหน้าในทางบวก ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง : ความคืบหน้าสำหรับสถานการณ์การกีดกันการค้า ข่าวบวกยังไม่มี แต่ข่าวลบมีเข้ามาต่อเนื่อง ล่าสุด EU ออกมาตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 3.24 พันล้านเหรียญสหรัฐมีผลตั้งแต่วันนี้ (ตอบโต้สหรัฐที่เรียกเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 25% มีผลไปตั้งแต่ 1 มิ.ย.61)

นอกจากประเด็นการค้าแล้ว เรื่องการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางต่างๆมีผลต่อตลาดในช่วงนี้เช่นกัน เจอโรม พาวเวล ประธาน Fed ได้ออกมากล่าว การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อัตราว่างงานระดับต่ำ เงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมาย เป็นปัจจัยที่ทำให้ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

การให้สัมภาษณ์ของประธาน Fed เกิดขึ้นหลังจากที่ประธาน ECB มาริโอ ดรากี ระบุจะอดทนในการกำหนดเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก และการปรับเปลี่ยนนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป

ความเสี่ยงของสงครามการค้า และการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันระหว่าง Fed และ ECB ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ US Dollar แข็งค่าตต่อเนื่อง โดย US Dollar Index ล่าสุดได้ขึ้นมาเกินระดับ 95 กดดันบาทสู่ 32.87 บาทต่อดอลลาร์

วงเงิน Block trade ยังลดลงต่อเนื่อง ควรระวังหุ้นยังเหลือวงเงินในระดับสูง และควรเฝ้าหุ้นที่วงเงินลดลงรุนแรงจะเป็นโอกาสในการซื้อกลับ : บัญชีซื้อขายเพื่อบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1.2 พันล้านบาท สอดคล้องกับวงเงิน Block trade ที่ลดลง 905 ล้านบาทสู่ระดับ 3.29 หมื่นล้านบาท (ต่ำที่สุดในรอบ 9 เดือน) สะท้อนว่านักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นต่อตลาด และอาศัยช่วง SET Index ฟื้นตัวทำการลดสถานะการถือครอง เพื่อลดความเสี่ยงในการถูก Call Margin

กลุ่มหุ้นที่ยังเหลือ Block trade ในระดับสูงเกิน 1 พันล้านบาท เช่น BANPU BLAND CBG KTC SCC ยังเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายรุนแรง หากเกิดข่าวลบจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเด็นการกีดกันการค้าของสหรัฐซึ่งมีเข้ามาได้ไม่เว้นวัน

อย่างไรก็ตามภายใต้แนวโน้มของวงเงิน Block trade ที่ลงต่ำอย่างต่อเนื่อง จะมีฐานรับอยู่ที่ประมาณระดับ 2 – 2.5 หมื่นล้านบาท หากมาถึงระดับดังกล่าว คาดว่าหุ้นที่มีวงเงิน Block trade ลดลงรุนแรงมีโอกาสที่จะถูกซื้อกลับ ซึ่งหุ้นที่น่าเฝ้าจับตาไว้คือหุ้นที่วงเงินลดลงมากกว่า 30% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาเช่น BEM BH BJC HANA IRPC IVL LPN PTTGC ROBINS TMB

ตลาดมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันด้วยแรงขายเพื่อลดน้ำหนักการลงทุนขวางไม่ให้ SET Index ฟื้นตัวได้ไกลมากนัก : แม้ว่า SET Index จะฟื้นตัวขึ้นมา 1.51% แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ แรงซื้อที่เข้ามาส่วนใหญ่คาดว่าจะเป็น Trading ระยะสั้นๆ ดังนั้นตลาดจึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดแรงดักขายและขวางไม่ให้ดัชนีไปต่อได้ไกลมากนัก คาดกรอบการเคลื่อนไหวในวันนี้จะวนอยู่ระหว่าง 1,650- 1 ,670 จุด ทั้งนี้ยังคงมองระดับ 1,650 จุด Forward PER 14.6 เท่า +1SD. เป็นระดับที่ควรเน้นถือหรือซื้อสะสมเพิ่มมากกว่าการขาย

นักลงทุนต่างประเทศยังคงขายอีก 3.6 พันล้านบาท (ยอดสะสมการขายในปีนี้พุ่งเป็น 1.72 แสนล้านบาท) แม้ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณใดๆที่จะมาบ่งบอกว่าต่างชาติจะหยุดขาย แต่ใน SET50 Futures มีภาพที่ดีขึ้นเล็กน้อยต่างชาติ Long 2 วันติด 3 หมื่นสัญญา มองเป็นการปิดสถานะ Short ที่เปิดสะสมไว้ก่อนหน้า จนทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีเหลือ Short เพียง 2 หมื่นสัญญา ทั้งนี้ TFEX กำลังเข้าสู่ช่วงปลายไตรมาส ต้องติดตามว่านักลงทุนต่างประเทศจะมีการทำ Roll Over และไปเปิด Short ใน S50U18 เพิ่มหรือไม่ หาก Rollover ต่อจะเป็นสัญญาณลบที่เตือนถึงการขายอีกของต่างชาติ

กลยุทธ์การลงทุน :

SET Index วันนี้ไม่น่าฟื้นได้ไกล และน่าจะวนอยู่ในกรอบ 1,650-1,670 จุด ระยะสั้นให้เน้น Trading ซื้อขายทำกำไรในช่วงสั้น เลือก BBL SC IVL เป็น Top Pick วันนี้ ส่วนระยะกลางถึงยาว สามารถรอซื้อเพิ่มอีกครั้งในยามที่ดัชนีย้อนลงต่ำกว่า 1,650 จุดให้เน้นไปที่กลุ่มหุ้น Monthly Pick ของ KS Research ที่ยังมี Upside สูง เช่น BBL KTB MTC ORI LH AP SPALI CPN CPALL BEAUTY BEM KCE PT IVL TISCO

Daily Picks
Daily Picks Trading Target
BBL 208.00
SC 3.80
IVL 58.00

Monthly pick

BBL CPN KTB CPALL MTC BEAUTY ORI BEM LH KCE AP PT SPALI IVL QH TISCO

KS Daily Portfolio

สลับ PYLON เป็น SC ตั้งจุดตัดขาดทุนให้ CPALL ส่วน KCE BBL ยังคงเดิม

KS Daily Portfolio Top Pick

1. หุ้นที่อิงกับ Investment Cycle
BBL รายงานกำไรไตรมาส 1/2561 ที่ 9 พันลบ. (+8.4% YoY และ 6% QoQ) เป็นไปตามที่ตลาดและเราคาด ทั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียม กำไรจาการลงทุน และรายได้อื่นๆที่สูงกว่าคาด ผู้บริหารยังเป้าการเงินไว้ตามเดิม โดยการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เลขหลักเดียว และเป้าเติบโตของสินเชื่อที่ 5-6% คาดว่าธุรกิจสินเชื่อจะเป็นแรงหนุนให้เกิดการขยายตัวในครึ่งปีหลัง

KCE เริ่มมีปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของเงินบาทและการปรับลดลงของราคาทองแดง โดยคาดว่าปัญหาคอขวดในการผลิตจะคลี่คลายในช่วงที่เหลือของปี จากการทยอยติดตั้งเครื่องจักรใหม่เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. ด้วยคำสั่งซื้อและ backlog ที่แข็งแกร่ง กอปรกับคาดการณ์ของเราที่ว่าเงินบาท/ดอลลาร์ฯ จะอ่อนค่าลงในปี 2562/63 เราจึงประเมินอัตราการเติบโตด้านกำไรที่แข็งแกร่งในปี 2562-63 ที่ระดับ 38% ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเป้าหมาย 39.75 บาท

2. หุ้นที่อิงกับการขยายตัวของอุปโภคบริโภคในประเทศ
CPALL ตั้งจุดตัดขาดทุน 75.50 บาท เชื่อว่า CPALL จะสามารถรายงาน SSSG ในระดับที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2/2561 ด้วยแรงหนุนจากการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตบนสินค้าบุหรี่ รวมถึงช่วง high season ของยอดขายที่ธุรกิจ CVS และความสำเร็จของแคมเปญการตลาด ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของการบริโภค และการขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง คงคำแนะ “ซื้อ” CPALL ด้วยราคาเป้าหมายเดิมที่ 100 บาท

SC บริษัทสรุปยอดขาย 5 เดือนแรกที่ราว 5.9 พันลบ. แม้จะคิดเป็นเพียง 34.7% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 1.7 หมื่นลบ. แต่ว่าเป็นยอดที่ดีกว่าคาด เมื่อรวมกับการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการศาลาแดงวัน และฐานการเติบโตที่ไม่สูงมากนัก ทำให้เราคาดกำไรไตรมาส 2/2561 จะเติบโตเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ และทิศทางดังกล่าวจะต่อเนื่องไปในไตรมาส 3 และ 4 ทั้งนี้การที่การดำเนินงานยังเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ราคาหุ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมากลับลดลง 8.4% ซึ่งเปิด upside จากราคาปิดล่าสุดสู่ราคาเป้าหมายกลางปี 2562 ของเราที่ 4.80 บาทเป็น 37.14% และทำให้ราคาปิดล่าสุดซื้อขายบน PER ปี 2561 เพียง 7.0x และ PBV ที่ 0.89x เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด
รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
ติดอาวุธปัญญา…กดติดตาม (subscribe)
https://line.me/R/ti/p/%40kro3673w