TCMC ขยายตลาดญี่ปุ่น ตั้ง “โทริ คอร์ปอเรชั่น” เป็นตัวแทนจำหน่ายพรมเสริมแกร่ง

TCMC เดินหน้าเต็มสูบขยายตลาดในญี่ปุ่น ตั้ง “โทริ คอร์ปอเรชั่น” เป็นแทนจำหน่ายพรมภายใต้แบรนด์ “รอยัลไทย” หวังเสริมศักยภาพในการสร้างยอดขายให้มั่นคงและแข็งแรง มั่นใจรายได้รวมปีนี้โตแตะระดับ 10,000 ล้านบาท

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน หรือ TCMC เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท รอยัลไทย ฮ่องกง (2017) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TCMC ได้แต่งตั้ง บริษัท โทริ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายพรม รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งภายในครบวงจรที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายพรมภายใต้แบรนด์ รอยัลไทย (Royal Thai) สำหรับติดตั้งในงานโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียว

โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพในการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแรง อีกทั้ง ยังเป็นการขยายตลาดใหม่ๆ ให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นการยกระดับแบรนด์สินค้าด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ ทั้งนี้ บริษัท โทริ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายพรมรายใหญ่และเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น มีความเชี่ยวชาญและชำนาญ อีกทั้งยังมีเครือข่าย (Network) ที่กว้างขวางและมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาก่อนการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย บริษัทมียอดขายจากประเทศญี่ปุ่นบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากนัก ซึ่งเบื้องต้นบริษัทประเมินว่ายอดขายจากตลาดใหม่ๆ ในประเทศญี่ปุ่น จะเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยผลักผลประกอบการรวมให้เติบโตอย่างโดดเด่นแน่นอน

นอกจากนี้ โอกาสในการเติบโตของธุรกิจพรม มีแนวโน้มที่ดีมาก เนื่องจากปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีนโยบายให้ขยายโรงแรม และคาสิโนถูกกฎหมายมากขึ้น เพื่อเป็นการดึงให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมา บริษัทได้รับเลือกให้เป็นพรมที่ใช้ตกแต่งในคาสิโนระดับโลกหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และในมาเก๊า

รวมถึงเมืองแห่งการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น โรงแรม เวนีเซีย ในประเทศสหรัฐ ที่มีจำนวนห้องพักกว่า 2,000 ห้อง ก็ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นผู้ตกแต่ง และเชนโรงแรมดังกล่าวมีแผนจะขยายตลาดเข้าไปในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทจะได้เปรียบคู่แข่งตรงที่เคยมีผลงานให้เห็นแล้ว ลูกค้าจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และมีความเชื่อมั่นในผลงาน จากผลงานที่ผ่านมา

นายพิมล กล่าวอีกว่า ทิศทางการดำเนินงานในปีนี้จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมจะเติบโตที่ระดับ 10,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 7,711 ล้านบาท จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารธุรกิจในองค์กรใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะมีความชัดเจนในการบริหารธุรกิจแต่ละกลุ่มมากขึ้น

โดยปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจในพอร์ตการดำเนินงาน จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น, 2.กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และ 3.กลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ ซึ่งในแต่ละกลุ่มจะมีกลยุทธ์ในการดำเนินงานที่แตกต่างกัน จากทีมผู้บริหารที่เชียวชาญในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 1/2561 บริษัทมีรายได้รวมที่ 2,142.60 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิที่ 15.97 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1 ของทุกปีเป็นช่วงโลซีซั่นของธุรกิจค้าพรม ซึ่งช่วงนี้จะยังไม่มีการจ้างงานจากโครงการขนาดใหญ่ แม้บริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ในเครือ ประกอบกับบริษัทยังมีต้นทุนที่ต้องรับภาระ จากการเข้าไปซื้อกิจการเมื่อปลายปีที่แล้ว จึงเป็นผลให้บริษัทมีบันทึกขาดทุนในช่วงไตรมาส 1/2561 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจพรมจะเติบโตได้ดีในไตรมาสที่ 3-4

นอกจากนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพรมอันดับต้นๆ ของโลก และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำทุกกลุ่มธุรกิจที่ทำ โดยเน้นขยายในทุกกลุ่มธุรกิจที่มีในพอร์ต ขณะเดียวกันบริษัทยังเปิดกว้างสำหรับธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ และเพื่อความหลากหลายของรายได้ที่จะเข้ามา

ที่มา : ศศิธร กนิษฐ์โรจน์ ประชาสัมพันธ์ SASI PR Consultant
รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
ติดอาวุธปัญญา…กดติดตาม (subscribe)
https://line.me/R/ti/p/%40kro3673w