“โรบอท” ลงทุนครองเมือง AVA ชี้จุดใช้อย่างไรให้ชนะ

เรียกได้ว่ายุคนี้คือ ยุคที่ “นักลงทุน” หันมาใช้หุ่นยนต์มาเป็นผู้ช่วยในการลงทุนสินทรัพย์ และหากใครละเลยอาจเข้าข่าย “ตกยุค”

AVA Advisory ได้ดำเนินการวิจัยด้านหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับการแนะนำการลงทุน (Robot advisory) ซึ่งพบว่า นักลงทุนทั่วโลกใช้ โรบอท มากขึ้น

“ทุกวันนี้ มนุษย์ไม่สามารถเป็นนักลงทุนได้เพียวๆ ได้แล้ว เพราะตลาดมีการขยาย มีอุปสรรคการลงทุนมากขึ้น ต่างประเทศอย่างตลาดหุ้นนิวยอร์คมีโรบอทเทรดประมาณ 71% ของวอลุ่มตลาด เรียกได้ว่าเป็นยุคของโรบอทเทรดแล้ว หุ่นยนต์บางตัวถูกเซทให้เฝ้า BID-OFFER หาสัญญาณ รายใหญ่ พวกนี้มันเทรดด้วยความถี่สูง ตัดหน้าออเดอร์รายใหญ่ที่วางไว้ได้ มันไม่ได้ถึงขั้นเป็นตัวแปรทำให้ขาดทุน แต่ระบบเหล่านี้จะเข้ามากวน ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ต้องซื้อแพงหรือขายถูกลง” นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ก่อตั้ง AVA Advisory กล่าว

ดังนั้นนักลงทุนจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องราวของการใช้หุ่นยนต์เพื่อการลงทุนมากขึ้น ต้องรู้ว่าควรจะเทรดอย่างไร และควรจะใช้งานหุ่นยนต์อย่างไร

ทั้งนี้ AVA Advisory เป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลังสร้างโปรแกรมการลงทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังหลายแห่ง ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ในไทยส่วนใหญ่ เริ่มหันมาส่งเสริมให้นักลงทุนมีโรบอทเป็นที่ปรึกษามากขึ้น

นิรันดร์ อธิบายว่า เมื่อก่อนกว่านักลงทุนจะลงทุนเฟ้นหุ้นนั้นจะต้องใช้เวลาพอสมควรและดูได้ไม่กี่ตัว แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีสามารถที่จะเฟ้นหุ้นที่ตรงกับความต้องการได้ง่าย โดยสามารถตั้งเงื่อนไขต่างๆทีเราต้องการในการลงทุน และ โรบอท ของบริษัทก็จะแจ้งเตือนให้กับนักลงทุนทันเมื่อเกิดเงื่อนไข

ดังนั้นการลงทุนหุ้นในปัจจุบันนี้ไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าจออีกต่อไป

“หน้าที่ของเราแทนจะเฝ้า เราก็เปลี่ยนเป็นมอบหมายให้โรบอทจัดการ ถ้าเจอสัญญาณมาบอก โดยเราต้องสอนโรบอทให้เฝ้า ซึ่งจะลดเวลาได้เยอะ และหันมาโฟกัสเวลาไปใช้ในการศึกษาหาความรู้ และพัฒนาการลงทุนได้มากขึ้น”

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ที่ปรึกษาลงทุน สามารถช่วยนักลงทุนได้ทุกประเภท

อย่างเช่นหากคุณคือนักลงทุนสายเทคนิคดูกราฟ คุณต้องจับสัญญาณในตลาด หาหุ้นที่มีกราฟที่มีแพทเทิร์นน่าสนใจ หุ้นทำไฮยกสูง หุ้นวอลุ่มมา ซึ่ง โรบอท ก็จะหาให้ และจะเตือนทันทีเมื่อเข้าเงื่อนไขที่เราต้องการ ทำให้

หรือถ้าเป็นนักลงทุนสายคุณค่า (VI) ซึ่งเป็นนักลงทุนที่ชอบอ่านงบ แต่ถ้าจะให้อ่าน 700 บริษัทในตลาดเลยอาจจะยาก ดังนั้นปกตินักลงทุนเหล่านี้ก็จะใช้วิธีมองจากภาพตลาด อุตสาหกรรมาสู่ตัวหุ้น หรือที่เรียกว่า TOP DOWN

แต่สำหรับ โรบอท นั้นจะมาช่วยแบบ Bottom up คือเฟ้นตัวหุ้นที่น่าสนใจมาเลย อย่างเช่น ถ้า VI สนใจหุ้นกระแสเงินสดสวย การลงทุนลด หนี้ลด รายได้เพิ่ม พวกนี้เมื่อเจอก็จะแจ้ง จากนั้น VI ก็จะนำไปตัดสินใจเชิงคุณภาพอีกที

หรือเป็นกลุ่มไฮบริดคือการลงทุนผสมผสานพื้นฐานกับเทคนิค ก็สามารถที่จะค้นหาจากพื้นฐานและเทคนิคไปพร้อมๆ กัน อาจจะหากระแสเงินสดดีๆ และราคาหุ้นที่ลงมามีไดเวอร์เจ้นท์ทางเทคนิค ถ้าโรบอทเจอหุ้นตามเงื่อนไขก็จะแจ้งทันที

ซึ่งนอกจากเฟ้นหาหุ้นแล้วก็ยังสามารถเตือนได้เช่นเดียวกัน เช่น อาจจะตั้งถ้ากระแสเงินลดลง 3Q ติดต่อกันหรือ หนี้สูงก็สามารถที่จะเตือนได้เช่นกัน หรือแม้แต่กระทั่งเดย์เทรดที่อันตรายจะเกิดขึ้นหากคำสั่งซื้อ (BID) ที่มีจำนวนมากก่อนหน้านั้นหายไป ก็สามารถตั้งได้ถ้า BID หายให้เตือน ซึ่งเราก็มาดูได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทัน

ไม่เพียงเท่านั้น โรบอท ยังสามารถที่จะจับพฤติกรรมในอดีตมาบอกนักลงทุนได้ อาทิหุ้น X มีสัญญาณทางเทคนิค Bearish divergence ซึ่งตามหลักแล้วนักลงทุนอาจจะ  แต่ถ้าในอดีต 40 ปีที่ผ่านมา เกิด Bearish divergence แต่หุ้นไม่ลง มันก็จะบอกเราให้ภาพในอดีตด้วย เพราะเทคนิคคอล คือ กิจกรรมในอดีต

“AVA มีตัวแปรต่างๆ ในระบบ 1000 ตัวแปร ที่จะทำให้ โรบอท คอยแจ้งเตือน ซึ่งถือว่ามากแต่นักลงทุนต้องรู้ว่าจะสอนโรบอทยังไง ใส่อะไรเข้าไป”