KTCโค้งสองกำไรเด่นสินเชื่อหนุน-สำรองลดโบรกเคาะเป้า410บาท

ทันหุ้น – โบรกส่อง KTC กำไรโค้ง 2/2561 เพิ่มขึ้น 65.5% แตะ 1.3 พันล้านบาท ขานรับสินเชื่อเติบโต ตั้งสำรองลดลง พร้อมคงประมาณการกำไรทั้งปีโต 58.2% คาดเริ่มซื้อขายพาร์ใหม่ต้นเดือนสิงหาคมนี้ แนะซื้อ เคาะเป้า 410 บาท

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 2/61ของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ที่ 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.5% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.7%จากไตรมาสก่อน ผลจากคาดสินเชื่อขยายตัว 7% จากสินเชื่อบัตรเครดิต เพิ่มขึ้น 4.7% และสินเชื่อบุคคล เพิ่มขึ้น 12.4% รวมทั้งรายได้หนี้สูญรับคืน(Bad debt recovery)ปรับตัวขึ้นตามการระบายหนี้เสียด้วยวิธี Write-off อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคาด Credit cost ลดลงจาก 1007 bps ในไตรมาส 2/60 เป็น 785 bps ในไตรมาส 2/61 ตามคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนกำไรเพิ่มขึ้นจาก NIM สูงขึ้นจาก 14.5% เป็น 15% ตามการขยายตัวของสินเชื่อบุคคล ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนสูง และรายได้หนี้สูญรับคืน ทั้งนี้คาดว่า KTC จะรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/61 วันที่ 16 ก.ค.นี้

คงเป้ากำไรปี61เด่น

ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการกำไรปี 2561 ที่ 5.2 พันล้านบาท เติบโต 58.2% ตามการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของ Credit cost จาก 932 bps ในปี 2560 เป็น 760 bps ในปี 2561 เนื่องจาก Coverage ratio ณ สิ้นไตรมาส 1/61 สูงถึง 591% สะท้อนสำรองส่วนเกินเพียงพอต่อการปรับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ลดความจำเป็นในการเร่งตั้งสำรอง ขณะที่ PDและ LGD เป็นเครื่องมือสำคัญใช้คำนวณปริมาณการตั้งสำรอง แปรผันตามคุณภาพสินทรัพย์ 5 ปีในอดีต พบว่าหดตัวจากปี 60 ซึ่งใช้ฐานข้อมูลช่วงปี 55-59 โดยปี 55 คุณภาพสินทรัพย์เผชิญผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วม

ทั้งนี้แม้ได้รับผลกระทบเต็มปีจากเกณฑ์ควบคุมบัตรเครดิต(เริ่ม 1 ส.ค.60) ฝ่ายวิเคราะห์คาดรายได้ดอกเบี้ย(NII)ปี 61 เติบโต 5.8% จากปีก่อนหนุนจากต้นทุนทางการเงินลดลงจาก 3.2% ในปี 60 เป็น 3% ในปี 61 ด้วยแผนออกหุ้นกู้ชุดใหม่ทดแทนชุดเดิมมูลค่าราว 4.8 พันล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนสูงถึง 4.3-5% และกำลังจะหมดอายุในไตรมาส 3/61 นอกจากนี้คาดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย(Non-NII)โต 13.9%จากรายได้หนี้สูญรับคืน และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบัตรฯ

อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์คงราคาเหมาะสมปี 61 ที่ 410 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีปัจจัยบวกระยะสั้นจากประเด็นการแตกพาร์ โดยการประชุมผู้ถือหุ้นจัดขึ้นวันที่ 6 ก.ค.นี้ ดังนั้นหากประเด็นดังกล่าวได้รับการอนุมัติคาดจะเริ่มซื้อขายในพาร์ใหม่ช่วงต้นเดือนส.ค.