Future of Money (ตอนที่ 5): ลงทุนในศิลปะยุค 4.0

หากคุณคิดว่างานศิลปะมีไว้แค่เพื่อการตกแต่งหรือดื่มด่ำกับความงามของมัน คุณกำลังคิดผิดถนัด

งานศิลปะยังเป็นหนึ่งในการลงทุนทางเลือก หรือ alternative investment ที่ไม่เลวเลยทีเดียวด้วย (ดูจากกราฟด้านบน) รายงานของ Deloitte ชี้ว่ามูลค่างานศิลปะในตลาดรวมกันทั้งโลกแล้วอยู่ที่ราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ ราวๆ 10% ของ GDP ไทย (https://www2.deloitte.com/lu/en/pages/art-finance/articles/art-finance-report.html)

ปัญหาคือตั้งแต่ไหนแต่ไรการเป็นเจ้าของงานศิลปะมักเป็นสิทธิ์ของชนชั้นสูงหรือผู้ที่มีฐานะดีมากๆ เท่านั้นนักลงทุนรายย่อยแทบไม่มีสิทธิ์เข้าไปเอา exposure  ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สมัย ฌัก-หลุยส์ ดาวีด ศิลปินเลื่องชื่อในยุคนีโอคลาสสิก ที่เคยรับใช้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จนถึงสมัยนี้ที่งานศิลปะระดับโลกมักตกอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่จะมีทุนทรัพย์เหลือเฟือและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญมากพอที่จะตรวจความแท้จริงของผลงานได้

ยกตัวอย่าง เช่น ภาพ Salvator Mundi ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ถูกประมูลไปเมื่อปี 2017 ที่ราคา 450.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศแกมเบีย)  หรือภาพ Number 17A ของ แจ็กสัน พอลล็อก ที่ขายไปที่ 200 ล้านดอลลาร์

คงมีคนจำนวนไม่มากนักที่จะมีทรัพย์สินเกินครึ่งหนึ่งหรือ ¼ ของ GDP ประเทศแกมเบีย

Art Investment 4.0

มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตพวกเราอาจมีโอกาสได้ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของเสี้ยวหนึ่งของงานศิลปะชิ้นดังและยังมีโอกาสได้กำไรและ diversify พอร์ตการลงทุนของเราไปในตัว

สตาร์ทอัพชื่อ maecenas พยายามจะปิดช่องว่างระหว่างตลาดงานศิลปะสุดแพงกับตลาดนักลงทุนทั่วไป ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การทำแพลตฟอร์มและประยุกต์ใช้บล๊อคเชนเพื่อสร้างตลาดซื้อขาย token ความเป็นเจ้าของของงานศิลปะแต่ละชิ้นแต่ละประเภท แล้วแต่ความเห็นของเราว่าทิศทางราคาจะไปทางไหนและตามความรักศิลปะของเรา

แทนที่เราจะเทรด PTT หรือ CPN เราเทรด Vase with Fifteen Sunflowers ของ แวน โก๊ะ ก็เท่ห์ไปอีกแบบ

ในตลาดแบบนี้ งานแต่ละชิ้นจะกลายเป็น asset ที่ stand alone คล้ายบ้านหรือคอนโด ที่แต่ละหลังจะมีปัจจัยที่กระทบอุปสงค์และอุปทานของมันในรูปแบบที่แตกต่างกัน  ในโลกอสังหาฯ ต่างทำเล ต่างวิว ต่าง amenity ก็ต่างราคาในโลกของ maecenas ต่างประเภท ต่างความเป็นมา ต่างศิลปิน ก็ต่างราคา

การทำระบบแบบนี้ นอกจากจะเป็นการ democratize ตลาดศิลปะ ที่อาจจะช่วยให้ศิลปินหน้าใหม่มีโอกาสสร้างฐานะมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่ม volume ของตลาดนี้ที่เป็นปัญหากันมาหลายร้อยปีด้วย  แทนที่งานแต่ละชิ้นจะถูกซื้อขายหลายสิบปีที อาจจะเป็นหลายครั้งในหนึ่งปียิ่งถ้าแบ่งเป็นเสี้ยวๆ ให้คนจำนวนมากถือยิ่งน่าจะมี volume ที่มากขึ้น

ในมุมของ “เจ้ามือ” ก็มีโอกาสรับประโยชน์เหมือนกัน เนื่องจากเขาไม่จำเป็นต้องขายสิ่งที่มีอยู่หมด เพื่อไปแลก ไปซื้องานชิ้นใหม่ๆ หรือมีโอกาส raise fund จากงานที่มีอยู่เพื่อขยาย collection ได้ง่ายขึ้น

ส่วนในมุมความเสี่ยงว่าเรากำลังซื้อสินทรัพย์ที่กลวง (งานศิลปะปลอม) นั้นก็มีความเสี่ยงจริง เนื่องจากการปลอมแปลงงานศิลปะเป็น industry ที่มีรีเทิร์นสูงหลายพันล้านดอลลาร์

แต่ในขณะเดียวกันก็มี Verisart สตาร์ทอัพพระเอกผู้นำเทคโนโลยีบล๊อคเชน และ image recognition มาช่วยทำการพิสูจน์ว่างานชิ้นไหนเป็นของจริงซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนในการใช้ทีมงานมนุษย์ที่ปกติต้องคอยเช็ค provenance ว่างานชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มีใบเสร็จหรือมีการตีราคาโดยคนจากสมัยก่อนหรือไม่ อันที่ไม่ชัวร์อาจต้องถูก classify ว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่าง junk bond ก็เป็นได้ Verisart จึงอาจกลายเป็น rating agency ไปโดยไม่รู้ตัว

และถ้าไปไกลยิ่งกว่านั้น งานศิลปะที่เป็น “ชั้นรอง” เช่น ภาพเหมือนที่พิมพ์จากภาพเขียนของจริง (giclée) หรือ ภาพเขียนโดยปัญญาประดิษฐ์ ที่อาจจะไม่มีคุณค่าทางจิตใจเท่า ก็อาจถูก classify ไปอยู่ในตลาดล่างได้เช่นกัน

 

บทความจากทีม content ของ stock2morrow

โดย ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์