TOGเดินเครื่องรง.ใหม่ออเดอร์ทะลัก-รับรู้เต็มปี

ทันหุ้น – TOG กดปุ่มเดินเครื่องโรงงานผลิตใหม่ รับออเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ ปลื้มออกบูธที่นิวยอร์ค ผลตอบรับดีเกินคาด หนุนยอดขายสหรัฐเป็นไปตามเป้า 1.5 ล้านดอลลาร์ พร้อมเดินเกมรุกตลาดต่างประเทศเต็มสูบ ส่องผลงานไตรมาส 1/2561 ดีตามอุตสาหกรรม พร้อมจับค่าเงินบาทแข็งค่าที่ส่งผลกระทบต่อบริษัท ขณะที่ตั้งเป้ารายได้เติบโต 7-8%

นายธรณ์ ประจักษ์ธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TOG เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มเปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) โรงงานผลิตเลนส์แห่งที่ 2 อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ในปี 2561 นี้จะสามารถรับรู้การผลิตจากโรงงานใหม่นี้เข้ามาอย่างเต็มปี และมีกำลังการผลิตเลนส์เฉพาะบุคคล “RX AUTOMATION” เพิ่มเป็น 2.5 ล้านชิ้นต่อปี

อีกทั้งยังรองรับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากกลุ่มลูกค้ารายเดิมและรายใหม่ ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ในปัจจุบันบริษัทได้รับออเดอร์ใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอัตราการใช้กำลังการผลิตในปัจจุบันสูงถึงกว่า 85% ของกำลังผลิตรวม

ประกอบกับแนวโน้มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตที่ดีทำให้ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการเพิ่มกำลังการผลิตในเฟส 2 ภายในโรงงานแห่งที่ 2 เพิ่มเติม คาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้ เบื้องต้นประเมินการใช้เงินลงทุนไว้ที่ราว 200 ล้านบาท คาดจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในช่วงครึ่งปี 2561 นี้

*รุกตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา บริษัทได้เดินทางไปร่วมงานจัดแสดงสินค้าใหญ่ที่รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้นำผลิตภัณฑ์กลุ่มเลนส์พลาสติกที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง เช่น เลนส์กันกระแทกสูง Excelite Trivex และ Excelite Tribrid TM, เลนส์บางพิเศษ 1.67 และเลนส์ชีวภาพ Leaf Eco 1.74 เป็นต้น ไปจัดแสดง ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีเกินคาดจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ทำให้มองว่าอีก 3 ไตรมาสที่เหลือในปี 2561 นี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับออเดอร์และจัดส่งจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการในสหรัฐได้เพิ่มมากขึ้น และเชื่อว่าบริษัท ทีโอจี ยูเอสเอไอเอ็นซี (TOG USA, Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสหรัฐ

จะช่วยสร้างรายได้ให้บริษัทได้เพิ่มไม่น้อยกว่า 1-1.5 ล้านดอลลาร์ ในปีนี้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

พร้อมกันนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้รับความสนใจและอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีน จำนวน 2 ราย โดยเบื้องต้นการเจรจาเป็นไปด้วยดีและมีแนวโน้มที่เป็นบวกอย่างมาก และคาดว่าไม่เกินช่วงครึ่งหลังปี 2561 จะเห็นความชัดเจนการขยายตลาดในประเทศจีน

จากปัจจัยข้างต้นจะส่งผลให้สัดส่วนยอดขายกลุ่มเอเชียในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% เป็น 21-23% จากปี 2560 อยู่ที่ 16-18% ของยอดขายรวม ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) กลุ่มลูกค้ายุโรป ที่มีสัดส่วนกว่า 40% ของยอดขายรวม ขณะที่สัดส่วนยอดขายในสหรัฐฯปีนี้มองว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1% เนื่องจากเพิ่มเริ่มดำเนินการตลาดและวางจำหน่ายสินค้าอย่างจริงจัง

นายสรัฐ เตกาญจนวานิช ผู้จัดการฝ่ายวางแผนธุรกิจและการเงิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1/2561 ภาพรวมธุรกิจมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น แต่เนื่องด้วยปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 10-15% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมาอยู่ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจมีผลกระทบต่อรายได้ในไตรมาสแรกปีนี้ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัททำการค้าในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทไว้ราว 50% ของยอดขายส่งออกรวม ซึ่งช่วยลดผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ในปี 2561 นี้ บริษัทมองการเติบโตของรายได้แบบ Conservative ไว้ที่ราว 7-8% จากเดิมที่ 10% เนื่องจากปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทั้งนี้บริษัทมองว่าอาจต้องจับตาดูความผันผวนอีกระยะหนึ่งหากมีแนวโน้มที่ดี ก็มองว่าในช่วงกลางปี 2561 อาจมีการปรับเป้าหมายการเติบโตรายได้อีกครั้งหนึ่ง