ETE ชิงงานยักษ์1.5หมื่นล้านเร่งดันมาร์จิ้นพุ่งขึ้น3เท่าตัว

ทันหุ้น – ETE จ้องชิงงานใหญ่เข้าพอร์ต 1.5 หมื่นล้านบาท คาดได้งาน 20% พร้อมตั้งเป้าปีนี้มีแบ็กล็อกเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 พันล้านบาท ใส่เกียร์ปั๊มมาร์จิ้นธุรกิจ Outsourcing โต 3 เท่าตัวภายใน 3 ปี ด้านผู้บริหาร “ไรวินท์ เลขวรนันท์”ปักธงรายได้ปี 61 โต 20-30% อวดงานล้นมือ 1.5-1.6 พันล้านบาท

นายไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ETE เปิดเผยว่า บริษัทคาดงานในมือ(Backlog) สิ้นปี 2561 จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,300 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,500-1,600 ล้านบาท จากการเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบทั้งธุรกิจบริการ บริหารจัดการบุคลากร ธุรกิจบริการบริหารจัดการระบบงานธุรกิจ(Outsourcing) ธุรกิจบริการงานวิศวกรรม ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซล่าร์ฟาร์ม) รวมไปถึงธุรกิจจัดหา และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ความปลอดภัย (เทรดดิ้ง) อีกทั้งภายในสิ้นปี 2563 คาดจะมี Backlog เพิ่มขึ้นถึงระดับ 3,400 ล้านบาท

รุกชิงงานใหม่ 1.5 หมื่นล.

ขณะที่ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่รวม 14,000-15,000 ล้านบาท  แบ่งเป็น งานกลุ่มวิศวกรรมไฟฟ้า คือ โครงการนำสายไฟฟ้าลงดินและสถานีไฟฟ้าย่อย ในจังหวัดต่างๆ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) มูลค่าโครงการราว 10,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงาน Outsourcing มูลค่าโครงการราว 4,000-5,000 ล้านบาท โดยงาน Outsourcing จะทยอยรู้ผลภายในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นพฤษภาคมนี้ บริษัทคาดหวังจะได้งานไม่ต่ำกว่า 20% ของมูลค่าที่เข้าประมูลทั้งหมด

สำหรับทิศทางรายได้ในปี 2561 คาดจะเติบโตประมาณ 20-30% จากปี 2560 ทำได้ 1,585.59 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากการรับรู้งานในมือ(Backlog) ที่มีอยู่ราว 1,500-1,600 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในปี 2561 ราว 90% อีกทั้งบริษัทจะรับรู้รายได้จากธุรกิจเทรดดิ้ง หรือการจำหน่ายอุปกรณ์ความปลอดภัยเข้ามาเกือบ 100 ล้านบาท ส่วนทั้งปี 2561 บริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้จากธุรกิจเทรดดิ้งไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท ทั้งนี้คาดสัดส่วนรายได้ในปี 2561 จะมาจากธุรกิจ Outsourcing 40% ธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม 50% และอื่นๆ 10%

ดันมาร์จิ้นพุ่งขึ้น3เท่าตัว

พร้อมกันนี้บริษัทจะพยายามผลักดันมาร์จิ้น และยอดขายธุรกิจ Outsourcing ภายในปี 3 (2561-2563) ให้เติบโตเป็น 3 เท่าตัว จากการเปลี่ยนแปลงการบริหารบุคคลากร โดยนำซอฟต์แวร์เข้ามาบริการจัดการแทนบุคคลากร ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ด้านธุรกิจพลังงาน บริษัทเตรียมจะขยายงานไปยังด้านการติดตั้งไฟฟ้าบนหลัง (โซลาร์รูฟท็อป) ให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าหลายราย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/2561 ขณะเดียวกันบริษัทจะรับรู้รายได้ และกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) เข้ามาในปี 2561 เต็มปี เนื่องจากช่วงเดือนมกราคม 2560 บริษัท COD โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม ไม่เต็มเดือน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตพลังงานทั้งหมด 16.47 เมกะวัตต์