มือใหม่สแกน 5 ลักษณะหุ้นเข้าพอร์ต

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์มีอยู่เป็นจำนวนมาก และนักลงทุนแต่ละคนก็มีวิธีการแยกประเภทหุ้นแตกต่างกันออกไป เช่น แบ่งเป็น 6 ประเภทตามแนวคิดของ ปีเตอร์ลินซ์ที่เคยเขียนไปแล้วครั้งก่อน (https://www.thunhoon.com/article/s2m-14/)การแยกประเภทของหุ้นนั้นทำให้นักลงทุนสามารถเข้าใจหุ้นที่ถืออยู่ในพอร์ตว่าอยู่ประเภทไหน ว่าเหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของตนเอง และสามารถกำหนดกลยุทธ์การกระจายการลงทุนได้ต่อไป

แต่สำหรับบทความนี้ แบ่งประเภทของหุ้นตามลักษณะของหุ้นเป็น 5 ประเภท ตามที่มักได้ยินกันบ่อยๆ ดังนี้

หุ้นขนาดใหญ่ (Blue-chip Stock)เป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ จะมี Market Cap. สูงๆ ซึ่งมักจะมีผลประกอบการที่แข็งแรงมั่นคง ถึงแม้ว่าอาจไม่ได้มีการเติบโตที่สูงมากนักแต่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ อัตราการเติบโตของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 5-15 % ต่อปี หุ้นกลุ่มนี้จะมีผลต่อทิศทางดัชนีSET อย่างมากเช่นกัน

จุดเด่นของการมีหุ้นกลุ่มนี้ในพอร์ต คือ มีความมั่งคง ใช้ลดความผันผวนของพอร์ตได้ความเสี่ยงต่ำกว่า เวลาตลาดปรับตัวลง หุ้นกลุ่มนี้จะปรับตัวลงไม่มากตัวอย่างหุ้น เช่น PTT, AOT, ADVANC, CPALL

หุ้นเติบโต (Growth Stock)เป็นหุ้นของบริษัทที่ทำกำไรได้สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มีอัตราของรายได้และยอดขายเพิ่มขึ้นสูงเช่นกัน และมีแนวโน้มจะสามารถเพิ่มรายได้และกำไรต่อไปได้ในอนาคต ส่วนมากมักเป็นบริษัทที่ยังมีขนาดเล็กถึงขนาดกลางเพื่อเติบโตไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่

หุ้นกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องนำเงินกำไรที่ได้กลับไปลงทุน อาจทำให้มีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่ำหรือไม่จ่ายเลยก็ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนราคาหุ้นมักจะเพิ่มสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็วบางบริษัทสามารถโตขึ้นมากกว่า 100% ต่อปี เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ได้คาดหวังเงินปันผลจากเงินปันผลแต่มุ่งเน้นระดับความมั่งคั่งในการเติบโตของหุ้นมากกว่า แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มีข้อควรระวัง คือ หากเมื่อใดที่หุ้นไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่นักลงทุนคาดคิดไว้แล้ว ราคาหุ้นจะร่วงลงอย่างรุนแรงมากกว่าหุ้นประเภทอื่นๆ ตัวอย่างหุ้นเติบโตที่ผ่านมา (ไม่ได้หมายถึงว่าอนาคตจะเป็นเหมือนกับอดีต) เช่นMTLS, ORI, BEAUTY

หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock)เป็นหุ้นที่มีราคาขึ้นลงตามผลประกอบการอย่างชัดเจน โดยผลประกอบการเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจ หากเศรษฐกิจดีหุ้นกลุ่มนี้จะขึ้น หากเศรษฐกิจซบเซาผลการดำเนินงานตกต่ำราคาหุ้นก็จะลดลงเป็นเวลานาน การเล่นหุ้นกลุ่มนี้จังหวะการเข้าออกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ตัวอย่างหุ้น เช่น MILL, UPOIC, STA, BCP

หุ้นเชิงรับ (Defensive Stock)เป็นลักษณะของหุ้นที่ไม่ค่อยขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจ มักมีผลประกอบการที่มั่นคง บริษัทมีสามารถจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง แต่อยู่ในช่วงอิ่มตัวไม่ค่อยมีการลงทุนใหม่ๆ ราคาหุ้นค่อนข้างนิ่งๆ ไม่ผันผวนมากนักจึงมีความเสี่ยงต่ำ มักอยู่ในธุรกิจที่จำเป็นต้องกินต้องใช้หุ้นกลุ่มนี้มักจ่ายปันผลสูง แต่ก็คาดหวังผลตอบแทนได้น้อยจากการเติบโตของราคาหุ้น ตัวอย่างหุ้นมักอยู่ในกลุ่มโรงไฟฟ้า ประปา สาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่นEGCO, EASTW, INTUCH

หุ้นเก็งกำไร (Speculative Stock) ลักษณะเฉพาะของหุ้นที่มักจะมีผลประกอบการที่ไม่ได้ดีมาก บางครั้งอาจค่อนข้างไปทางแย่ เข้าตำราบางปีมีกำไรบางปีขาดทุน แต่เป็นหุ้นที่แม่งเม่าจะเข้าไปเก็งกำไรราคาหุ้นกันเยอะเนื่องจากราคาวิ่งเร็ว มีการแกว่งของราคาที่ผันผวนสูง จากการที่ผลประกอบการไม่ได้ดีทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจากการลงทุนสูง นักลงทุนกลุ่มนี้มักจะใช้เครื่องมือกราฟเทคนิคอลจับจังหวะการซื้อขาย ไม่ขอยกตัวอย่างหุ้นล่ะกันนะ น่าจะรู้ๆกันอยู่แล้ว

5 ลักษณะหุ้นที่อธิบายไปแล้ว เชื่อว่าจะครอบคลุมหุ้นเกือบทั้งหมดในตลาดหุ้น คร่าวนี้ เพื่อนนักลงทุนลองกลับมาสำรวจหุ้นในพอร์ตของตนเองกันว่า จัดอยู่ในหุ้นลักษณะใดบ้าง มีสัดส่วนหุ้นแบบไหนมากน้อยกว่ากัน สอดคล้องกับสไตล์การลงทุนของตนเองหรือเปล่า การลงทุนที่ดีที่สุด คือรู้จักว่าตนเองกำลังลงทุนอย่างไรอยู่บ้าง

 

บทความจากทีม content ของ stock2morrow

เขียนโดย นายสิงหา พงศ์ศศิธร (Freedom VI)