FVC งัด3ธุรกิจขับเคลื่อนทัพพุ่งเป้าสินค้ามาร์จิ้นสูงโกยเงิน

ทันหุ้น –  FVC ฉายภาพธุรกิจปีนี้บิ๊กเชนจ์ ชู 3 ธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อน Water Int ศูนย์ไตเทียม และวุฒิศักดิ์คลีนิก หวังกวาดมาร์จิ้นเกิน 25-28% เชื่อผลงานปีนี้โตโดดเด่น คาดโกยรายได้ทะลุ 700-800 ล้านบาท หลังรับรู้รายได้ WCIG โชว์กำไรปี 60 ที่ 21.69 ล้านบาท พุ่งขึ้น 80.45% จากปี 2559 มีกำไรที่ 12.02 ล้านบาท

ดร.วิจิตร เตชะเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลเตอร์ วิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FVC เปิดเผยว่า ธุรกิจที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนบริษัทในปีนี้ คือ 1.ธุรกิจ Water Int  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจอื่นๆ ซึ่งสินค้าปกติมีมาร์จิ้นที่ระดับ 25-28% คาดจะเริ่มจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในช่วงไตรมาส 3/2561 โดยจะเริ่มทดสอบกับ บริษัท เคที เมดิคอล เซอร์วิส จำกัด (KTMS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการศูนย์ไตเทียมในช่วง มีนาคม นี้ โดยจะช่วยประหยัดไฟได้ราว 20-30%

ธุรกิจศูนย์ไตเทียม KTMS ซึ่งบริษัทจะมีการขยายเครื่องบริการไตเทียมและการขายน้ำยาไตเทียม และ 3. วุฒิศักดิ์คลินิก โดยคาดว่า 3 ธุรกิจดังกล่าวจะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทให้เติบโตได้อย่างนัยสำคัญ

3 ธุรกิจขับเคลื่อน

“ตัวขับเคลื่อนที่จะทำให้ปีนี้เราบิ๊กเชนจ์ไปจากปีก่อนมี 3 ตัวคือโปรดักส์ Water int ในกลุ่ม B2 ที่จะช่วยประหยัดค่าไฟ และมีมาร์จิ้นสูง โดยจะเริ่มนำมาใช้ในศูนย์บริการไตเทียม ซึ่งน่าจะช่วยลดค่าไฟได้ถึง 30% ส่วนตัวที่ 2 คือศูนย์บริการไตเทียมที่จะเพิ่มเครื่องให้บริการมากขึ้น และตัวที่ 3 คือวุฒิศักดิ์ คลินิก ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทในปี 2561 เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น”ดร.วิจิตร กล่าว

อย่างไรก็ตามในปี 2561 บริษัทคาดทิศทางรายได้จะเติบโตมากกว่าเป้าหมาย จากก่อนหน้านี้ ที่บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% หรือมีรายได้มากกว่า 700-800 ล้านบาท หลังรับรู้รายได้ WCIG เข้ามา ขณะที่ปัจจุบันบริษัทเข้าลงทุนแล้ว 21 สาขา จากสัญญาการซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ที่ 25 สาขา ส่วนอีก 4 สาขา บริษัทจะพิจารณารูปแบบการลงทุนอีกครั้ง ขณะที่แนวโน้มรายได้ในไตรมาส 1/2561 คาดว่าจะดีกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการจำหน่ายสินค้าในทุกกลุ่มยังมีอัตราการเติบโตตามแผน ประกอบกับบริษัทเริ่มรับรู้รายได้จาก WCIG เข้ามาแล้วในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ไตรมาส 4 งบพีค

สำหรับสัดส่วนรายได้ในปี 2561 จะมาจากกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการด้านระบบน้ำ(Industrial & OEM) หรือ B1 ราว 120 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) เพื่อทำโปรเจ็กต์ให้กับลูกค้าแล้ว 2-3 โปรเจ็กต์ มูลค่า 30 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนของการรับรู้รายได้ตลอดทั้งปี กลุ่มธุรกิจพาณิชย์และที่พักอาศัย (Commercial & Residential) หรือ B2 ราว 270 ล้านบาท โดยในไตรมาส 1/2561 คาดจะรับรู้รายได้ใกล้เคียง หรือต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของธุรกิจ และจะพีคสุดในช่วงไตรมาส 4

ส่วนกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ หรือ B3 หากไม่นับรวมกับ WCIG ถือว่าผลประกอบการยังเป็นไปตามแผน โดยในไตรมาส 1/2561 บริษัทจะเพิ่มเครื่องบริการไตเทียมอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจะมีเครื่องให้บริการไตเทียมเป็น 100 เครื่อง จากปัจจุบัน 40-50 เครื่อง ซึ่งคาดว่าจะให้บริการได้ในปลายไตรมาส 3/2561 หรือต้นไตรมาส 4/2561 ซึ่งบริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ 30-40 ล้านบาทในการเพิ่มเครื่องให้บริการ

ดร.วิจิตร กล่าวต่อว่า สำหรับ WCIG หากอ้างอิงกับรายได้เดิมจาก 21 สาขา ปีที่ผ่านมามีรายได้ราว 150-180 ล้านบาท ส่วนในปี 2561 บริษัทคาดจะเห็นทิศทางรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

อวดกำไรพุ่ง 80.45%

อนึ่ง ผลประกอบการในปี 2560 บริษัทมีรายได้รวมที่ 459.26 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจำนวน 76.34 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19.22% จากปี 2559 โดยแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการด้านระบบนน้ำ (B1) จำนวน 86.79 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจพาณิชย์และที่พักอาศัย (B2) จำนวน 247.08 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ (B3) จำนวน125.39 ล้านบาท

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 21.69 ล้านบาท จากปี 2559 มีกำไรสุทธิที่ 12.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.67 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80.45% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมีอัตราเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับปี 2559 ทำให้ภาพรวมกำไรสุทธิในปี 2560 เพิ่มขึ้นสูงอย่างชัดเจน