NDRปั๊มยอดขายทะลุพันล้านกูรูชี้พ้นจุดต่ำสุดเชียร์ “ซื้อ”

ทันหุ้น – บอสใหญ่ NDR “ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา” เร่งเครื่องปั๊มยอดขายในมาเลเซียเต็มสูบ ชี้มาร์จิ้นสูงกว่าตลาดไทย 3-4% แย้มปีนี้หวังโกยยอดขายทะลุ 1 พันล้านบาททั้งในและต่างประเทศ ฟากโบรกมองผลงานผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดกำไร Q4/60 พลิกบวก แนะ “ซื้อ” เคาะเป้า 4.90 บาท

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานปี 2561 ว่า บริษัทเตรียมเข้าสู่ธุรกิจผลิต จำหน่ายยางรถมอเตอร์ไซด์ที่มาเลเซียเต็มตัว หลังจากเข้าซื้อกิจการ บริษัท Fung Keong Rubber Manufactory (Malaya) Sdn. Bhd. (FKRMM) รวมถึงบริษัทย่อย อีก 2 บริษัท ได้แก่ FKR Marketing Sdn. Bhd. (FKRM) และ GCB Trading Sdn.Bhd. (GCB) ที่ FKRMM ถือหุ้นในบริษัทย่อยทั้ง 2 บริษัทในสัดส่วน 100% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว

ปั๊มยอดขายเต็มสูบ

ทั้งนี้คาดยอดขายจาก FKRMM หรือยอดขายในมาเลเซียจะกลับมาอยู่ในระดับปกติ 120,000-130,000 เส้น จากที่ผ่านมามียอดขายลดลงมาที่ 80,000-90,000 เส้น โดยบริษัทจะพยายามทำกลยุทธ์ด้านการตลาดในมาเลเซียให้กลับมาดีขึ้น อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา FKRMM ถือเป็นยอดขายประมาณ 40% ของยอดขายรวมทั้งหมดของบริษัท พร้อมกันนี้บริษัทคาดยอดขายจากมาเลเซียจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้มาร์จิ้นปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายในมาเลเซียมีมาร์จิ้นสูงกว่าสินค้าในประเทศไทย 3-4%

และบริษัทจะใช้โมเดลธุรกิจในมาเลเซีย เป็นโมเดลต้นแบบในการขยายธุรกิจไปในประเทศอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างสนใจขยายธุรกิจในแถบประเทศเอเชีย แต่ยังไม่มีข้อสรุป ขณะที่ภาพรวมยอดขายในปี 2561 คาดจะทำได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ตามยอดขายในประเทศ และต่างประเทศ

“อดีต FKRMM มียอดขายประมาณ 500 ล้านบาท กำไรประมาณ 40-50 ล้านบาท เราเองก็จะพยายามทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากอดีตที่ผ่านมา ส่วนภาพรวมในปี 61 หากเรารับรู้ยอดขายจากมาเลเซีย และยอดขายในประเทศเข้ามา คาดว่าจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นทะลุ1 พันล้านบาท ส่วนการรับรู้ยอดขายของ FKRMM น่าจะรับรู้เข้ามาเต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป” นายชัยสิทธิ์กล่าว

กำลังผลิตเพียงพอ

ขณะเดียวกันบริษัทคาดกำลังการผลิตยางใน 7 ล้านเส้นต่อปี และยางนอก 3.5 ล้านเส้นต่อปี ยังเป็นกำลังการผลิตที่เพียงพอ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) จากตลาดในและนอกประเทศ อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม ขณะที่ปัจจุบันบริษัทเดินเครื่องอยู่ที่ 75% ซึ่งยังมีช่องทางการเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกมาก หากจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิต

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดกำไรไตรมาส 4/2560 พลิกกลับมาบวก คาดยอดขายเพิ่มขึ้น 5.8% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน , เพิ่มขึ้น 5.6% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 225 ล้านบาท จากส่งออกงานอินเดีย(CEAT)ได้มากขึ้นจากเริ่มส่งมอบไปครั้งแรกในเดือนกันยายน หากด้านต้นทุนผลิต คาดจะปรับตัวลงมากจากราคายางที่เริ่มชะลอตัว ประกอบกับวัตถุดิบที่สต็อกไว้ล่วงหน้าได้ใช้หมดไปในไตรมาสสองและสาม คาดจะทำให้ GPM  ขยับขึ้นที่ 13.0%  จากไตรมาส 3/2560 ที่ 8.7%  หากยังอ่อนตัวจากไตรมาส 4/2559 ที่ 14.3%  ส่งผลให้กำไรในไตรมาส 4/2560 อยู่ที่  11 ล้านบาท ลดลง 27.0% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน , แต่เพิ่มขึ้น 560.4% จากไตรมาสที่ผ่านมาหากแต่การดำเนินงานใน 9 เดือนแรกของปี 2560 ยังอ่อนแอมาก

ให้ราคาเป้าหมาย 4.90 บ.

บริษัทเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ FKRMM  เป็นเงิน 416.54 ล้านบาท โดยจะชำระราคาจาก 1)ออกหุ้นเพิ่มทุน(ขายให้กับ CRSB) 55 ล้านหุ้น ที่ราคา 4 บ./หุ้น  คิดเป็นเงิน 220 ลบ. และ 2)เงินสดอีก 196.54 ลบ.  เบื้องต้นคาดจะทำรายการแล้วเสร็จภายใน 60 วันหลังได้รับอนุมัติจากประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 ม.ค. 61 และหลังทำรายการจะทำให้ CRSB เข้ามาถือหุ้นใน NDR ราว 20.31%

สำหรับดีลดังกล่าว ทางฝ่ายมองบวกเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยให้ขยายตลาดในมาเลเซียได้มากขึ้น  อีกทั้งป้องกันไม่ให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่ง นอกจากนี้คาดบริษัทจะรับประโยชน์เข้ามาทันที(ตั้งแต่ไตรมาส 1/2561  จากผลควบรวมกิจการ ทำให้การดำเนินงานปี 2561 พลิกกลับมาเด่น มียอดขายและกำไรที่ 1,114 ล้านบาท และ 84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.4% และ เพิ่มขึ้น 186.2%

ทางฝ่ายเชื่อว่าการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว  จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จาก “ขาย” โดยประเมินราคาพื้นฐานปี 2561 อยู่ที่ 4.90 บาท อิง P/E 22 เท่า