PDJ ลุยขยายลูกค้าส่งออกเคาะเป้ารายได้แตะ3.7พันล.

ทันหุ้น-PDJ ตั้งเป้าปี 2561 มีรายได้รวม 3,700 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากภาวะเศรษฐกิจอเมริกา-ยุโรปฟื้นตัว ส่งผลกำลังซื้อเพิ่มขึ้น พร้อมขยายฐานลูกค้าส่งออกใหม่ วางงบลงทุนราว 40-60 ล้าน ปรับปรุงสายการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ

นายชนัตถ์ สรไกรกิติกูล ประธานกรรมการการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PDJ เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2561 เติบโต 20% หรือประมาณ 3,700 ล้านบาท จากทิศทางอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักที่กำลังฟื้นตัว และขยายฐานการส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ รวมถึงปรับปรุงสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้บริษัทมีสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น การผลิต 45% ค้าปลีก 35% และการจัดจำหน่าย 20%

คู่ค้าต่างชาติฟื้น

สำหรับธุรกิจการผลิตบริษัทวางงบการลงทุนไว้ราว 40-60 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงสายงานการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มความเชี่ยวชาญและชำนาญในการผลิตงานที่หลากหลายมากขึ้น ต่างจากเดิมที่มักจะผลิตจำนวนมาก และควบคุมการสูญเสีย ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตมีต้นทุนที่ดีขึ้น โดยบริษัทจะมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายจากลูกค้า Top 20 จากทั้งหมด 50 ราย ซึ่งเป็นสัดส่วน 65% ของยอดขายฐานการผลิต

ส่วนธุรกิจการจัดจำหน่ายบริษัทได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้นในประเทศอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และอินเดีย โดยตั้งเป้ายอดขายการเติบโตในปี 2561 จากประเทศอเมริกา 8%, อังกฤษ 40% ,ฝรั่งเศส 58% และอินเดีย 100% นอกจากนี้บริษัทได้ทำการปิดบริษัทย่อยที่ประเทศเยอรมัน เนื่องจากมีการเปลี่ยนนโยบายการจัดจำหน่าย โดยจะยังคงให้บริการโดยตรงจากประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการขายให้กับลูกค้าขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีบริษัทย่อยในประเทศอังกฤษที่สามารถดูแลยอดขายจากลูกค้ารายเล็กได้

ขณะเดียวกันในธุรกิจค้าปลีกบริษัทยังคงมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ของตนเอง ได้แก่ Prima Gold, Prima Art, Prima Diamond, Merii, Gringoire, Julia ในประเทศไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม ให้มีความแข่งแกร่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและสามารถสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

คาดผลงานพลิกบวก

“ปัจจุบันการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ยอดคำสั่งซื้อจากอเมริกาและยุโรปเพิ่มขึ้น ประกอบกับบริษัทกระจายความเสี่ยงขยายฐานลูกค้า ODM มากขึ้น ทำให้ธุรกิจการผลิตซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท มีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณมาก อีกทั้งมาตรการของภาครัฐที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม ทั้งการยกเว้นภาษี การจัดประกวดออกแบบเครื่องประดับนานาชาติ การประชาสัมพันธ์สินค้าเครื่องประดับแก่นักท่องเที่ยว จากปัจจัยดังกล่าวและแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทมั่นใจว่าจะผลักดันให้ผลประกอบการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงมีโอกาสที่จะพลิกกลับเป็นบวกได้” นายชนัตถ์ กล่าว

นอกจากนี้ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2561 ที่ผ่านมาได้อนุมัติการออกหุ้นกู้ Warrant ESOP และการเพิ่มทุนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเสริมให้บริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของออร์เดอร์ และสามารถลดต้นทุนในการดำเนินงาน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามนายชนัตถ์ ยังกล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางในการนำบริษัทย่อย คือ พรีมาโกลด์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) แต่คาดว่ายังต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากขณะนี้ยังติดปัญหาที่สร้างรายได้ให้กับริษัทแม่ถึงกว่า 90%