หุ้นอินเดียแพงแต่น่ามอง กองKT-INDIA-Aดาวเด่น

ทันหุ้น-หุ้นอินเดียทางเลือกนักลงทุน แม้พีอีแพง แต่ชัดเชยด้วยอัตราการเติบโตที่สูงและส่อแววโตยาว จากปัจจัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ ชู 3 กองเด่น KT-INDIA-A ผลตอบแทนร้อนแรงเพื่อนักลงทุนที่รับความผันผวนได้สูง ส่วนถ้ากังวลความผันผวนมาก K-INDIA และ K-INDX ตอบโจทย์     

นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาบริหารเงินลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นอินเดียถือว่าทำผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ไม่น้อยหน้าตลาดหุ้นจีน และญี่ปุ่น อีกทั้งเมื่อส่องดูพื้นฐานเศรษฐกิจก็ไม่ได้มีปัญหา และยังเห็นโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การบริโภคภายในประเทศจากประชากรถึง 1.3 พันล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนประชากรที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศจีนด้วยซ้ำ จึงทำให้ปีที่ผ่านมานักลงทุนจากทั่วโลกไหลเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย

หุ้นอินเดียแพงแต่น่าลงทุน

“อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นอินเดียมีความผันผวนสูง และ P/E ก็อยู่ในระดับที่แพงประมาณ 23 เท่าแล้ว แต่มูลค่าที่มันสูงเช่นนี้ถูกชดเชยด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง มีโอกาสโตด้วยตัวเลข 2 หลัก และโอกาสโตดับเบิล 2 หลักได้หลายปีด้วย เพราะอินเดียยังต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก ไม่เท่านี้อินเดียยังวางแผนดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าประเทศ จากมาตรการภาษีสินค้า และบริการ การแก้กฎเกณฑ์ต่างๆที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติซึ่งค่อนข้างเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ทำให้กระแสเงินไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดีย”นายสานุพงศ์ กล่าว

นายสานุพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่าแนวโน้มการบริโภคภายในประเทศก็มีสูงด้วยจำนวนประชากรที่ไม่น้อยหน้าจีน อายุเฉลี่ยของประชากรที่อยู่เพียง 27 ปี สะท้อนให้เห็นว่าอินเดียเป็นแหล่งแรงงานชั้นดีของโลกถัดจากจีน และจุดนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และเมื่อเกิดการลงทุนก็มีการจ้างงานตามมาด้วยการบริโภคที่เกิดขึ้นภายในประเทศ

KT-INDIA-Aกองติดดาว

ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้ นายสานุพงศ์ มองว่าการลงทุนในปีนี้ ตลาดหุ้นอินเดียเองยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยในปีที่ผ่านมา กองทุนเปิดเคแทม อินเดีย อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า หรือ KT-INDIA-A ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดตั้งกองทุนในปี 2559 สามารถทำผลตอบแทนได้สูงสุดจากการไปลงทุนในหุ้นอินเดีย โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 41.44% (ข้อมูล 31 ธ.ค.60) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Invesco India Equity Fund – Class A (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

กองทุนเปิดเค อินเดีย หุ้นทุน หรือ K-INDIA จากค่าย หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ บลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 37.29% (ข้อมูล 31 ธ.ค.60) โดยเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Blackrock Global Funds – India Fund,Class D2 USD*(กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน และกองทุนยังสามารถลงทุนในตราสารทุนของประเทศอินเดียโดยลงทุนผ่าน BlackRock India Equities (Mauritius) Limited กองทุนหลักบริหารจัดการโดย BlackRock Luxembourg S.A.

และกองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นอินเดีย หรือ K-INDX ของ บลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 32.42% (ข้อมูล 31 ธ.ค.60) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน iShares India 50 ETF (กองทุนหลัก) ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินกองทุน โดยจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน iShares India 50 ETF (กองทุนหลัก) ในอัตราส่วนโดยเฉลียในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน